ข้อมูลทั่วไป อ.สันติสุข

 
ข้อมูลทั่วไปอำเภอสันติสุข

ก่อนจะเล่าเรื่องเมืองพงษ์ต้องเล่าเรื่องวัวโพงก่อน
ตามที่คนเฒ่าคนแก่ขานสืบต่อกันมาหลายช่วงอายุคน นับว่าได้หลายร้อยปีผ่านมาแล้ว ท่านเล่าว่า  ในช่วงหนึ่งสมัยนั้นมีวัวป่าตัวหนึ่งดุร้ายอาละวาดไปทุกหนทุกแห่ง ไม่ได้กินแต่หญ้า พบคนกินคนพบสัตว์กินสัตว์    ชาวบ้านชาวเมืองสมัยนั้นเห็นลักษณะของวัวป่าตัวดังกล่าวเป็นเช่นนั้นจึงเรียกกันว่า วัวโพง ถ้าเทียบกับคนก็คือคนที่เป็น ผีโพง ผีกระสือ ต้นทางของวัวป่าตัวดังกล่าวมาจากป่าในเขตเมืองอุตรดิตถ์ ดั้นด้นผ่านป่าภูเขา ลำห้วยมาถึงเมืองของเรา ในที่สุดก็มาตายที่เมืองของเรานี้เมืองของเรานี้สมัยก่อนที่วัวป่าดังกล่าวยังไม่เข้ามารบกวนแล้วก็ตายอยู่พื้นที่เมืองของเรา เมืองของเรานี้ จะมีชื่อว่าเมืองอะไรไม่ทราบ แต่เมื่อวัวป่าตัวดังกล่าวที่กลายเป็นวัวโพง เข้ามารบกวนกินสัตว์ กินคนถึงวาระสุดท้ายก็ตายอยู่พื้นที่เมืองของเรา ชาวบ้านชาวเมืองของเราสมัยนั้นจึงตั้งชื่อเมืองของเราว่า เมืองโพง เมื่ออยู่มานานหลายปี หลายสมัยผ่านไป
จึงเปลี่ยนชื่อเมืองโพงว่า เมืองพงษ์ มาจนถึงปัจจุบันนี้ นับว่าชื่อชื่อเมืองของเราได้มาจากวัวป่าตัวดังกล่าวที่กลายเป็นวัวโพง ต้นทางถึงปลายทางของวัวป่าที่กลายเป็นวัวโพง
ออกมาจากเขตเมืองอุตรดิตถ์ ดั้นด้นผ่านป่าภูเขาลำห้วยเป็นลำดับมานอนที่ เด่นชัย จากนั้นมาอาศัยอยู่ที่ ร้องกวาง จากที่นั้นมาอาศัยอยู่ ป่าลำห้วยน้ำขุ่น(อุ่น) จากที่นั้นมานอนอยู่ทีกองฟาง(เฟือง)ที่นั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านดอนเฟือง จากที่นั้นได้ข้ามแม่น้ำน่านไปอยู่ที่ ห้วยหลับมืน ที่นั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านห้วยหลับมืน  จากที่นั้นมาอาศัยอยู่ที่ ร้องตอง ตามที่คนเฒ่าคนแก่เล่าว่า มาถ่ายอุจาระลงที่นั้นเป็นทองคำ ที่นั้นจึงได้ชื่อว่า บ้านรองตอง เมื่อภายหลังชาวบ้านรู้เรื่องจึงแตกตื่นกันไปขุดหาทองคำ จากที่นั้นได้ขึ้นไปอยู่ที่ร้องแหจากที่นั้นกระโดดลง ลำน้ำต้วน จากที่นั้นมาอาศัยอยู่ในเขตเมืองจัง จากที่นั้นได้ลงไป ลำน้ำน่าน ไปนอนอยู่ หาด คำว่า “หาด” หมายถึงกลางลำน้ำที่ตื้น คนเดินข้ามได้โดยไม่ต้องใช้เรือแพ เรียกว่า หาด ชาวบ้านไปเห็นเข้าไม่นึกว่าวัวโพง นึกว่าเป็นก้อนหินใหญ่ เมื่อพากันไปดูเห็นชัดเจนแล้วว่ามีขน จึงรู้ว่าเป็นวัวโพงตัวดังกล่าว เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น ต่างคนก็ต่างยิงแล้วพากันวิ่งหนี หาดแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า หาดผาขน หาดอีกแห่งชาวบ้านได้พากันไปตัดเอากิ่งไม้ที่มีใบติด ช่วยกันเอากิ่งไม้ลากหรือกวาดเส้นทางและบริเวณใกล้หาดนั้นเพื่อลบรอยเท้า แต่แล้ววัวโพงตัวนั้นก็ไม่ได้เดินไปบริเวณนั้นหรือทางที่กวาดไว้ หาดแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า หาดเค็ด จากที่นั้นวัวโพงตัวนั้นได้ไปขึ้นฝั่งทางทิศตะวันตกทางตรงหน้าที่นั้นมีก้อนหินใหญ่อยู่ขวาง หน้าที่นั้นจึงได้ชื่อว่า ผาขวาง จากที่นั้นได้มานอนอยู่ที่ดอนริมน้ำใกล้กับสบ หรือปากน้ำมวบ ไหลไปจรดกับลำน้ำยาว ที่นั้นจึงได้ชื่อว่า หมู่บ้านสบยาง  จากนั้นวัวโพงตัวนั้นได้เข้าไปอาศัยอยู่ในลำห้วยแห่งหนึ่ง ชาวบ้านและหมอพรานปืนรู้ก็ได้พากันไปตามล่า
ได้หมอบคลานมือถือปืน ลากแนบข้างคลุกคลานขึ้นไปตามลำห้วยนั้น ลำห้วยแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่าลำห้วยลากปืน (เขตพื้นที่บ้านน่านมั่นคงปัจจุบัน)จากที่นั้นวัวโพงตัวดังกล่าวซึ่งถูกยิงมานานแล้วก็เดินกระหย่งเดิน กระโดดสามขาออกจากป่าห้วยลากปืนมาผ่านทุ่งนาแห่งหนึ่งแล้วก็นอนพักอยู่หนองน้ำทุ่งนาแห่งนั้น ทุ่งนาและหนองแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า ทุ่งนาและหนองทุ่งนาสามขา จากที่นั้นวัวโพงได้กลับเข้าไปในป่าไปอาศัยอยู่ที่ โป่งตีนตั่ง และได้เข้าไปอาศัยหลบซ่อนอยู่ตามลำห้วยแห่งหนึ่ง ลำห้วยแห่งนั้นได้ชื่อว่า ลำห้วยลี่ จากที่นั้นขึ้นไปดอยปุกมหินผา จากนั้นไปอาศัยตามลำห้วยมืด คำว่าห้วยมืด ได้แก่ชาวบ้านและหมอพรานปืนที่รู้ว่าวัวโพงอยู่บริเวณป่าแห่งนั้น จึงได้พร้อมในเตรียมเสบียงอาหารอาวุธปืนออกจากบ้านไปแต่กลางคืนดึกดื่น ไปซุ่มดักอยู่ที่กิ่วก้อม คำว่า กิ่ว ได้แก่ภูเขา 2 ลูกมาจรดกัน ที่นั้นต้องเป็นที่ต่ำจึงเรียกว่ากิ่ว แต่แล้ววัวโพงตัวนั้นได้เดินผ่านกิ่วก้อมนั้นไปก่อนแล้ว กิ่วแห่งนั้นก็ได้ชื่อว่า กิ้ววัวโพง จากบริเวณที่นั้นวัวโพงได้ไปอาศัยตามลำห้วยเทิ้ม จากนั้นวัวโพงได้ขึ้นไปอาศัยอยู่ป่าขุนเขาลำน้ำสายหนึ่งบริเวณ บวกน่าม ลำน้ำดังกล่าว เมื่อวัวโพงตายไปแล้วชาวบ้านชาวเมืองสมัยนั้นตั้งชื่อว่า ลำน้ำโพง อยู่นานผ่านหลายปีหลายสมัยแล้วเปลี่ยนคำว่า ลำน้ำโพง เป็นลำน้ำพงษ์จนถึงปัจจุบันนี้ จากที่นั้นวัวโพงไปอาศัยอยู่ป่าลำน้ำตวายแล้วลงไปดูดกินน้ำที่ โปร่งโปด แล้วก็ล่องไปเลยหายเงียบไปไม่เห็นรอยตีน (หมอโหรา) ทำนายทายดูว่าวัวโพงอยู่ตามป่าลำห้วยแฮ้ว จากที่นั้นไปนอนอืดคางปวดบาดแผลอยู่หนองอึ่ง จากที่นั้นลงไปนอนมูบ (นอนคว่ำ) อยู่ตามป่าลำน้ำสายนั้นจึงได้ชื่อว่า ลำน้ำมูบ อยู่นานหลายปีหลายสมัยผ่านมาแล้ว เปลี่ยนคำว่ามูบเป็นมวบ มาจนถึงปัจจุบันนี้จากที่นั้น วัวโพงขึ้นไปป่าตามลำห้วยแห่งหนึ่ง ไปทำลายเหยียบคั้งดักเอาปลาที่ชาวบ้านทำไว้กลางลำห้วยนั้น ลำห้วยนั้นได้ชื่อว่า ห้วยตะโล้ จากที่นั้นวัวโพงไปนอน
อยู่ลำห้วยมวกกลาง   จากที่นั้นวัวโพงไปนอนอยู่ที่หนองแห่งหนึ่งอยู่สบหนองหรือปากลำห้วยแห่งหนึ่ง หมู่ชาวบ้านและหมอพรานปืนไปเห็นเข้านึกว่าวัวโพงตัวนั้นตายแล้ว จึงได้ช่วยกันทำซุ้มตั้งปางอยู่ในป่าติดกับลำห้วยดังกล่าว แล้วก็ได้ช่วยกันไปหาเอาไม่มาทำฟืนรวมกันไว้และฮ้านข่าสำหรับย่างวัวเนื้อวัวโพงตัวนั้น แต่แล้ววัวโพงตัวนั้นยังไม่ตาย ลำห้วยแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า ลำห้วยขาแล้ง จากนั้นวัวโพงได้เดินขึ้นไปบนภูเขาเดินไปตามสันภูเขาลำห้วยโป่ง ลำน้ำห้วยโป่งแล้วลงไปที่ลำห้วยปู่แผ้ว แล้วออกจากป่าเดินผ่านทุ่งนาบ้านก้าย แล้วก็ไปเข้าป่าขึ้นไปตามร้องแหย่งแล้วได้ไปนอนอยู่หนองแห่งหนึ่ง เลือดไหลออกทางบาดแผลที่ถูกยิง ไหลออกมาจนเลอเลิ่ง หนองแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า หนองผะเลอ (หนองป่าเลอ) (อยู่บริเวณบ้านดอนกลาง หมู่ที่ 8 ต.พงษ์) จากนั้นไปนอนอยู่หนองแห่งหนึ่งอีก วัวโพงตัวนั้นทนพิษบาดแผลไม่ไหวเลยตายอยู่ที่หนองแห่งนั้น จนขึ้นอืดเน่าเหม็นส่งกลิ่นไปทั่ว ชาวบ้านจึงไปเห็น หนองแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า หนองเหม็น ถึงปัจจุบันหนองเหม็นที่วัวป่าซึ่งกลายเป็นวัวโพงนั้นไปตายอยู่ที่นั้น อยู่ทางทิศเหนือของโรงพยาบาลสันติสุขปัจจุบันนี้

เล่าเรื่องเมืองพงษ์ (เดิมชื่อเมืองโพง ซึ่งคือตำบลดู่พงษ์ปัจจุบัน)
เมืองพงษ์ เดิมชื่อเมืองพงษ์ ตามคำเล่าขานของผู้เฒ่าผู้แก่กันมาหลายช่วงอายุคน คำว่าโพงได้ชื่อมาจากวัวป่ตัวหนึ่งดุร้าย ต้นทางออกจากป่าในเขตเมืองอุตรดิตถ์ อาละวาดขึ้นมาทางเหนือดั้นด้นผ่านป่าภูเขา ลำห้วย จนถึงเมืองของเราเป็นแห่งสุดท้าย ปลายทางถึงวาระสุดท้ายก็ตายอยู่ที่เมืองของเรานี้ก็คืออำเภอ สันติสุขในปัจจุบัน รายละเอียดแนวเส้นทางของวัวป่า ตั้งแต่ออกจากป่าเมืองอุตรดิตถ์ถึงเมืองพงษ์ได้เขียนไว้ในเรื่องวัวโพงอย่างละเอียดแล้ว วัวป่าที่กลายเป็นวัวโพงตัวดังกล่าวได้มาอาศัย
อยู่ป่าเขาลำห้วยหลายแห่งและอาศัยอยู่ป่าเขาลำห้วยหลายแห่งและได้อาศัยอยู่ป่าขุนเขาลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้านได้แก่หมู่บ้านศรีนาม่าน บ้านพงษ์ บ้านหัวนา บ้านป่าแดด และบ้านดู่พงษ์ ไหลลงสู่ลำน้ำมวบสมัยก่อนเรียกว่า ลำน้ำโพง เมื่ออยู่นานมาหลายปีหลายสมัย เปลี่ยนคำว่า โพง คือผีชนิดหนึ่งกล่าวกันว่าชอบกินเนื้อสดๆ คาวๆ ดังนั้น วัวโพงจึงหมายถึง วัวที่กินเนื้อเป็นอาหารไม่กินเฉพาะแต่หญ้าวัวโพง ดังกล่าวอาละวาดสร้างความเดือดร้อนหวาดหวั่นแก่ชาวบ้าน จากความดุร้ายของวัวโพงชาวบ้านชาวเมืองสมัยนั้น
จึงปรึกษาหารือกันหาวิธีป้องกัน และกำจัดมันหลายวิธีการ การป้องกันในหมู่บ้านต้องขุดหลุดหลบภัยเมื่อรู้ว่าวัวโพงเข้าในเขตหมู่บ้านทุกครอบครัวก็พากันลงอยู่ในหลุมหลบภัย วิธีกำจัดจึงได้พร้อมใจกันขุดดินที่ป่ากลาง ขุดเป็นร่องเหมือนร่องเหมืองเรียงกันแล้วเอาไม้ไผ่มาจักสานเป็นตาราง เอามาวางบนปากร่องเหมืองแล้วเอาเศษไม้ใบไม้ปูลงบนตาราง เดินกลบทำให้เรียบเหมือนหน้าดินธรรมชาติและมีคูคันกล้ายเกาะอยู่ตรงกลาง ตามความมุ่งหมายที่หมู่บ้านทำอย่างนี้เพื่อหวังว่า ถ้าวัวโพงเดินผ่านตรงนั้นวัวโพงต้องหล่น ลงขาวัวต้องสอดลงตามตารางนั้นทุกขา จะกระโดดวิ่งไปไม่ได้จะติดอยู่ในนั้นเพื่อสะดวกแก่การฆ่า เช่น ยิง แทง ฟัน แต่แล้ววัวตัวดังกล่าวไม่ผ่านมาตรงนั้น ร่องเหมืองดังกล่าวอยู่ระหว่างตรงกลางหมู่บ้านต้นผึ้ง และหนองป่าเลอ และชาวบ้านชาวเมืองก็ได้ปางทำซุ้มเป็นที่อยู่ของพรานปืน เพื่อดักยิงวัวโพง มีการตั้งปางซุ้มไว้ในป่า
บนภูเขาลำห้วยหลายแห่งแต่แล้ววัวโพงไม่ไปทางที่หมอพรานดักอยู่สักแห่งเลย หัวหน้าหมอพรานปืนสมัยนั้นเล่าว่ามี  ๑.นายคำลือ ๒.นายคำหล้า วัวโพงตัวที่กล่าวมาถึงวาระสุดท้าย
ก็มาตายอยู่ที่หนองแห่งหนึ่ง เพราะความเจ็บปวดทนพิษบาดแผลที่ถูกยิงไม่ไหว หนองที่วัวโพงตายนั้นได้ชื่อว่า หนองเหม็น มีชื่อมาจนถึงปัจจุบันนี้หนองเหม็น
ดังกล่าวอยู่ทางทิศเหนือของโรงพยาบาลสันติสุขไปไม่ไกลนักเมื่อถึงวาระสุดท้ายของวัวโพงตาแล้วชาวบ้านชาวเมืองสมัยนั้นจึงได้ตั้งชื่อเมืองของเรานี้ว่า เมืองโพง เมื่ออยู่นานหลายปีหลายสมัยผ่านไปได้เปลี่ยนคำว่า โพง เป็นพงษ์ จนปัจจุบันนี้

ประชากรเมืองพงษ์ แบ่งตามภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันในปัจจุบันนี้ แบ่งได้  ๓ เผ่าคือ คนในพื้นเมือง ซึ่งใช้คำเมือง คนลาวใช้ภาษาลาวของเมืองหลวงพระบาง คนลื้อ ใช้ภาษาลื้อ ไทยใหญ่ในสิบสองปันนา ตามคำเล่าขานเกี่ยวกับเชื้อชาติของคนเมืองพงษ์นี้ว่า เริ่มตั้งแต่ ชาวบ้านดู่พงษ์ได้อพยพมาจากเมืองหลวงพระบางประเทศลาวในสมัยนั้น และมาตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเล็กๆขึ้นก่อนแล้ว ต่อมาได้สร้างวัด เมื่อมีหมู่บ้านวัดก็เกิดขึ้น เมื่อเจ้าผู้ครองเมืองน่านสมัยนั้น ได้ทราบข่าวว่ามีเผ่าชนได้อพยพมาจาก
เมืองลาวมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตไทยและเขตเมืองน่าน ท่านทราบแล้วท่านได้รับไว้เป็นลูกบ้านลูกเมืองของทุกท่านพระองค์ท่านพระองค์ยังได้โปรดตั้งชื่อให้ว่า เป็นชาวเมืองไหล คือ เป็นคนที่มีความอดอยากหนีร้อนมาพึ่งเย็น พอมีที่พึ่งที่ไหนก็อาศัยอยู่ที่นั่น เปรียบเสมือนดอกบัวหลุดจากกอ ไหลไปตามสายน้ำ เมื่อติดอยู่ที่ไหน ก็อยู่ที่นั้น

ต่อจากนั้นพระองค์ยังมีความห่วงใยสงสาร ท่านได้ส่งช้างหลวงฝูงหนึ่งให้ชาวดู่พงษ์ ดูแลรักษาไว้ใช้แรงงานและกินค่าแรงงานของช้าง ชาวบ้านสมัยนั้นจึงเล่ากันมาว่า
เลี้ยงช้างหลวง  ตามที่ท่านผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ชาวดู่พงษ์ ดอนดู่พงษ์ สมัยนั้นได้สร้างวัดขึ้น ๑ แห่ง ได้แก่วัดดู่พงษ์  บางท่านเล่าว่า การสร้างวัดดู่พงษ์ เจ้าผู้ครองเมืองน่าน
สมัยนั้นคงร่วมด้วย วัดดู่พงษ์เป็นวัดแห่งแรกของเมืองพงษ์ แต่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.ไหนไม่ปรากฏหลักฐาน

เมืองพงษ์นี้ ก่อนที่ชาวบ้านดู่พงษ์ ยังไม่อพยพมาจากเมืองหลวงพระบางประเทศลาว มาตั้งถิ่นฐานอยู่นั้น มีแต่ชาวพม่า เป็นส่วนมากที่อยู่ในเมืองนี้ เท่าที่มาสังเกตดูได้ว่า ปัจจุบันนี้ยังพบยังเห็นบริเวณบางที่บางแห่งเป็นสถาพวัดร้างของพม่าหลายที่หลายแห่งทั้งเมืองในเมืองและในป่าลึก บางแห่งยังเห็นร่องรอย เช่นโบสถ์ แท่นพระ บางแห่งยังเห็นเศษก้อนอิฐ ที่ยังไม่ฝังลึกลงในพื้นดิน บางแห่งชาวบ้านบางคนขุดพบเศษ ภาชนะที่แตกเป็นชิ้นและเบ้ายาสูบของพม่า ที่ทำด้วยเครื่องปั้นดินเผา และแกะสลักสวยงาม สิ่งเหล่านี้ทำให้เชื่อว่ามีชาวพม่า อยู่อาศัยในเมืองนี้มาก่อนเป็นส่วนมาก ตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า ในช่วงสมัยนั้น ชาวพม่าได้วางแผนพยายามยึดครองเมืองน่าน
มีการท้าทายแข่งขันในด้านฝีมือ ความสามารถเป็นต้นกับเจ้าผู้ครองเมืองน่าน จนเกิดมีการทำศึกรบราฆ่าฟันเป็นศึกใหญ่กันขึ้น ปรากฏว่า ฝ่ายเจ้าผู้ครองเมืองน่านเป็นฝ่ายชนะ จึงขับไล่ชาวพม่าออกจากเมืองไปตั้งแต่นั้นมาถึงปัจจุบันนี้ จึงไม่เห็นชาวพม่า ม่าน เงี้ยว อยู่ในเมืองน่าน และตามบ้านหรืออำเภอรอบนอก

กลับย้อนเล่าเรื่อง ประชากร ชาวบ้านดู่พงษ์สมัยนั้นมีเชื้อสายเผ่าพันธุ์ได้อพยพมาจากเมืองหลวงพระบางประเทศลาว มาตั้งฐานบ้านเรือนอยู่พื้นที่แห่งสุดท้ายได้แก่บ้านดู่พงษ์-บ้านดอนพงษ์ เมื่ออยู่มานานหลาบปีหลายสมัย ปัญหาเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นในหมู่บ้าน เช่นปีศาจออกอาละวาดทำให้ชาวบ้านเจ็บไข้ได้ป่วยสงบลงไป วัวป่าตัวดุร้ายกลายเป็นวัวโพง มาอาละวาดกินสัตว์กินคน วัวตัวดังกล่าวก็ตายสงบไป เสือโคร่งตัวหนึ่งดุร้ายออกอาละวาดกินคน เสือตัวดังกล่าวก็ตายสงบไป เมื่อเหตุการณ์ทุกอย่างสงบไปหมดแล้ว ชาวบ้านบางครอบครัวก็แยกย้ายออกจากบ้านดู่พงษ์ไปทำไร่ข้าวอยู่เป็นประจำที่ห้วยกิ่งม่วง ห้วยเก๊าตู้ม ห้วยแฮ้ว ห้วยผึ้ง บางครอบครัวก็แยกย้ายไปอยู่ที่บ้านน้ำโซ้ง พวงพยม บ้านโป่งคำ ต้นผึ้ง เพราะฉะนั้นจึงมีสำเนียงพูดภาษาลาว เหมือนชาวบ้านดู่พงษ์-ดอนพงษ์ คำว่า ดู่ ได้ชื่อมาจากต้นประดู่ใหญ่อยู่ตรงกลางพื้นที่ ที่จะตั้งหมู่บ้านดู่พงษ์ ก่อนจะตั้งเป็นหมู่บ้านชาวบ้านได้ชวยกันตัดโค่นล้มต้นประดู่ใหญ่ดังกล่าวสร้างศาลเจ้าขึ้น ๑ หลัง สร้างตรงโคนตอไม้ประดู่ใหญ่ให้ตอไม้ประดู่อยู่ด้านล่างใต้ถุนศาลเจ้านั้น เป็นศาลเจ้าหลวงพ่อฟ้า มาจนปัจจุบัน (ศาลเจ้าพ่อฟ้า) ตั้งอยู่หมู่ ๒ ตำบลดู่พงษ์ คำว่าพงษ์ ได้ชื่อมาจากวัวป่าตัวดุร้ายกลายเป็นวัวโพง ที่มาจากป่าเขตเมืองอุตรดิตถ์
มาถึงเมืองของเราแล้วมาตายที่เมืองของเรา ชาวบ้านสมัยนั้นตั้งชื่อเมืองของเราว่า เมืองโพง ต่อมาเปลี่ยนคำว่าโพงป็นพงษ์ เพราะฉะนั้นเมืองนี้ก็มีชื่อว่าเมืองพงษ์ หมู่บ้านดู่ก็มีชื่อว่า บ้านดู่พงษ์ ตำบลก็มีชื่อว่าตำบลดู่พงษ์ ส่วนตำบลป่าแลวหลวง แบ่งแยกจากตำบลดู่พงษ์ไปตั้งเป็นตำบลหนึ่งขึ้นอีก เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๑
เมืองพงษ์มีองค์พระเจดีย์ประจำเมือง ๑ แห่ง อยู่ที่วัดพระธาตุป่าแดด หมู่ที่ ๑ ตำบลพงษ์ได้พบหลักฐานปีที่เริ่มก่อสร้าง คือพ่อหนานเติง ยานันท์ เป็นคนบ้านป่าแดด ท่านได้เขียนไว้ในสมุดข่อย (ปั๊ปสา)ของท่านมีเนื้อใจความว่า พระธาตุวัดป่าแดด เริ่มก่อสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๕๔  ลำน้ำห้วยที่มีชื่อ ห้วยลากปืนได้ชื่อมาจากเรื่อง
เกี่ยวกับวัวโพงตอนที่ชาวบ้าน หมอพรานปืนรู้ข่าวว่าวัวโพงอยู่บริเวณป่าลำห้วยแห่งนั้น ชาวบ้านและหมอพรานปืนได้ติดตามล่า ทุกคนหมอบคุกคลานมือข้างหนึ่งถือปืน
แนบกับข้างลากขึ้นไปตามลำห้วยนั้น เพราะเป็นป่าทึบช่องแคบ จึงได้ชื่อว่าลำห้วยลากปืน  ลำห้วยดังกล่าวอยู่ระหว่างเขตติดต่อ ตำบลอวน กับตำบลป่าแลวหลวง
ทุ่งนา-หนองน้ำ ที่มีชื่อว่า ทุ่งสามขา-หนองสามขา ได้ชื่อเนื่องมาจากวัวโพง ตอนที่วัวโพงหนีออกจากห้วยลากปืนมาเดินกระหย่งกระเหย่ง กระโดดสามขา ผ่านทุ่งนาและนอนอยู่ที่หนองน้ำในทุ่งนาแห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า ทุ่งนาสามขา-หนองสามขา ทุ่งนาและหนองน้ำดังกล่าวอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านอภัยคีรี-ดอนอาภัย
ลำน้ำสายหนึ่งที่มีชื่อว่า ลำน้ำมูบหรือมวบ ได้ชื่อมาจากเรื่องเกี่ยวกับวัวโพงออกจากหนองอึ่งแล้วลงไปนอนมูบ (นอนคว่ำ)อยู่กลางลำน้ำสายหนึ่ง ลำน้ำสายนั้นจึงได้ชื่อว่าลำน้ำมูบ ผ่านมานานหลายปี หลายสมัย จึงเปลี่ยนคำว่ามูบเป็นมวบ จนถึงปัจจุบันนี้

ลำห้วยแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ห้วยข่าแล้งได้ชื่อมาจากเรื่องเกี่ยวกับวัวโพงตอนที่ออกจากลำห้วยตะโล้มานอนอยู่หนองน้ำแห่งหนึ่งอยู่สบหรือปากลำห้วยสายนี้ ชาวบ้านและพรานปืน
ไปเห็นเข้านึกว่าวัวโพงตายแล้ว จึงได้ช่วยกันทำซุ้มตั้งปางอยู่ในป่าใกล้กับลำห้วยสายนั้น แล้วก็ได้ช่วยกันไปหาเอาไม้ฟืนมารวมกันไว้ แล้วก็ทำฮ้านข่าสำหรับย่างเนื้อวัวโพงนั้น แต่แล้ววัวโพงนั้นไม่ตาย ลำห้วยแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า ห้วยข่าแล้งอยู่ในป่าทางทิศใต้ของหมู่บ้านน้ำโซ้ง หนองน้ำที่มีชื่อว่า หนองผะเลอ(หนองป่าเลอ)ได้ชื่อมาจากเรื่องวัวโพง
ตอนที่วัวโพงออกจากร้องแหย่งแล้วมานอนอยู่ที่หนองน้ำแห่งหนึ่ง เลือดไหลออกมาทางบาดแผลที่ถูกยิงจำนวนมาจนเลอเลิ่งหนองน้ำแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า หนองผะเลอ(หนองป่าผะเลอ) หนองดังกล่าวนี้อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านดอนกลางติดกับถนนทางทิศตะวันตกสายแยกจากถนนสายสันติสุข-แม่จริม ที่ ๓ แยกบ้านศรีบุญเรือง บ้านพงษ์
หนองเหม็น ได้ชื่อมาจากเรื่องวัวโพง ตอนที่วัวโพงออกจากหนองป่าเลอแล้วมานอนอยู่ที่หนองน้ำแห่งหนึ่งแล้วทนความเจ็บปวดบาดแผลที่ถูกยิงมานานไม่ไหว เลยมาตายอยู่ที่หนองดังกล่าว จนขึ้นอืดส่งกลิ่นเหม็นไปทั่ว หนองน้ำแห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า หนองเหม็น มาจนถึงปัจจุบันนี้ หนองน้ำแห่งนี้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโรงพยาบาลสันติสุขไปไม่ไกล

เมืองพงษ์เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอสันติสุข
ตำบลดู่พงษ์ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอ
ตั้งแต่เดิมมาเมืองพงษ์มี 2 ตำบล ได้แก่ ตำบลดู่พงษ์ ตำบลดู่พงษ์ทั้ง 2 ตำบล ขึ้นกับอำเภอเมืองน่านต่อมาเมื่อ พ.ศ.2512 เมืองบ่อว้า ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอแม่จริม ทางการได้โอนเอาตำบลพงษ์ไปขึ้นกับกิ่งอำเภอแม่จริม ส่วนตำบลดู่พงษ์ยังขึ้นกับอำเภอเมืองน่านเหมือนเดิม ต่อจากนั้นกิ่งอำเภอแม่จริมได้ยกฐานะเป็นอำเภอแม่จริม ตำบลดู่พงษ์ ก็ได้ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอสันติสุข และเป็นอำเภอสันติสุข จนถึงปัจจุบัน

สภาพทั่วไปของอำเภอสันติสุข
๑. ข้อมูลโดยทั่วไป
อำเภอสันติสุขอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอเมืองน่านและได้มีปัญหาการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์รุนแรงประกอบกับสภาพพื้นที่เป็นป่าและภูเขา การปกครองได้ไม่ทั่วถึงจึงได้มีการจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอสันติสุข เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๔ และได้ยกฐานะเป็นอำเภอสันติสุขเมื่อวันที่ ๓ กรกฎาคม ๒๕๓๗

๒.อาณาเขต
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอปัว
ทิศใต้ ติดต่อกับกิ่งอำเภอภูเพียง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอบ่อเกลือ
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอท่าวังผา

๓.ด้านการปกครอง
อำเภอสันติสุข ประกอบด้วย ๓ ตำบล  ได้แก่ ตำบลดู่พงษ์ , ตำบลพงษ์ , ตำบลป่าแลวหลวง  มีองค์การบริหารส่วนตำบล ๓ แห่ง ไ้ด้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลดู่พงษ์ , องค์การบริหารส่วนตำบลพงษ์ , องค์การบริหารส่วนตำบลป่าแลวหลวง

๔.ด้านเศรษฐกิจและอาชีพ
ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ข้าวโพดเป็นส่วนใหญ่ มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเพียงเล็กน้อย

๕.ด้านการท่องเที่ยว
โดยทั่วไปสภาพพื้นที่มีศักยภาพการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และในเชิงอนุรักษ์ แต่มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญได้แก่
๑.อ่างเก็บน้ำห้วยขอนแก่น บ้านน่านมั่นคง ม.๗ ตำบลป่าแลวหลวง ห่างจากอำเภอ ๖ กิโลเมตร เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำตลอดปีการคมนาคมไปมาสะดวก
เนื่องจากอยู่ห่างจากถนนใหญ่เพียง ๕๐๐ เมตร
๒.ทิวทัศน์ปางช้าง ห่างจากอำเภอสันติสุข ๑๗ กิโลเมตร เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับพักผ่อนสามารถค้างคืนได้ มีเรือนรับรองของหน่วยป่าไม้ประจำหมู่บ้าน

แหล่งข้อมูล นางสาววชญากานต์ เพชรสุทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ประสานงานวัฒนธรรมอำเภอสันติสุข
 
 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/songk

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

ประเพณีสำคัญ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
 
มหกรรมขบวนแห่ครัวตาน หรือประเพณีแห่ครัวตาน
ความสำคัญ  งานฉลองวัด เป็นวัฒนธรรมที่ชาวอำเภอสันติสุขได้ถือปฏิบัติกันมาช้านาน  โดยองค์ไทยทาน(ครัวตาน) ที่ถูกทำขึ้นเป็นรูปปราสาท จำลองรูปทรงต่างๆ เพื่อนำไปถวายในงานเฉลิมฉลอง กุฏิสงฆ์ วิหารหรือโบสถ์ และศาสาการเปรียญ ตามวัดต่างๆ สืบเนื่องมาจากชาวอำเภอสันติสุขถือว่า “ ปราสาท” เป็นเรือสำหรับเจ้าเมือง หรือพระเจ้าแผ่นดินใช้เป็นที่อยู่อาศัยในอดีต ถือว่าเป็นของสูง ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ฟื้นฟู รักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมและภูมปัญญาท้องถิ่น จึงได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบันนี้
กิจกรรม
มีการแสดงของกลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มพ่อบ้าน
การจำหน่ายสินค้า  OTOP  การแข่งขันการจัดรูปขบวนแห่ครัวตานล้านนา  และแข่งขันการจุดบ้องไฟดอก ของคณะศรัทธาวัดต่าง ๆ  ขบวนแห่ครัวตานชิงรางวัล  การส่งบอกไฟขึ้น บ้องไฟดอกประกวด มหรสพสมโภช เช่น รำวงย้อนยุค ม้านหมิน ชิงช้าสวรรค์ ฯลฯ โดยเริ่มงานตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ ๓๐ธันวาคม ๒๕๕๕-วันจันทร์ที่ ๓๑ ๒๕๕๕
พิธีเปิดในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๖
สถานที่จัดกิจกรรม วัดสบยาง ตำบลป่าแลวหลวง อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
หน่วยงานที่รับผิดชอบ สภาวัฒนธรรมอำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน , -สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน
 
 
 
 
 
 
แหล่งข้อมูล นางสาววชญากานต์ เพชรสุทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ประสานงานวัฒนธรรมอำเภอสันติสุข
 
 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/songk

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

ศาสนสถาน อ.สันติสุข จังหวัดน่าน

 

รายชื่อวัด , ที่พักสงฆ์ ในอำเภอสันติสุข  จังหวัดน่าน

 

ที่

ชื่อศาสนสถาน

ตั้งอยู่หมู่ที่

ตำบล

ชนิดของวัด

1.
2.
3.
4.
5.
6.
7.
8.
9.
10.
11.
12.
13.
14.
15.
16.
17.
18.
19.
20.
21.
22.
23.

วัดดอนมงคล
วัดดู่พงษ์
วัดภูแยง
วัดโป่งคำ
ที่พักสงฆ์ต้นผึ้ง
ที่พักสงฆ์เขานิมิตร
วัดน้ำโซ้ง
วัดป่าแลว
วัดป่าอ้อย
วัดดอนไชย
วัดอภัยคีรี
วัดสบยาง
ที่พักสงฆ์น่านมั่นคง
ที่พักสงฆ์บ้านแก่งโสภา
วัดป่าแดด
วัดพงษ์
วัดศรีบุญเรือง
วัดดอนใหม่
วัดเวฬุวัน
วัดคีรีบรรพต
วัดปราสาทมงคลธรรม
วัดกุมรีศรีดอนกลาง
วัดราษฎร์รัฐพัฒนา

4
2
3
5
7
6
1
1
4
6
2
5
7
10
1
6
2
5
7
4
13
8
11

ดู่พงษ์
ดู่พงษ์
ดู่พงษ์
ดู่พงษ์
ดู่พงษ์
ดู่พงษ์
ดู่พงษ์
ป่าแลวหลวง
ป่าแลวหลวง
ป่าแลวหลวง
ป่าแลวหลวง
ป่าแลวหลวง
ป่าแลวหลวง
ป่าแลวหลวง
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์

วิสุงคามสีมา
วิสุงคามสีมา
วิสุงคามสีมา
สำนักสงฆ์
ที่พักสงฆ์
ที่พังสงฆ์
สำนักสงฆ์
วิสุงคามสีมา
วิสุงคามสีมา
วิสุงคามสีมา
วิสุงคามสีมา
สำนักสงฆ์
ที่พักสงฆ์
ที่พักสงฆ์
วิสุงคามสีมา
วิสุงคามสีมา
สำนักสงฆ์
สำนักสงฆ์
ที่พักสงฆ์
ที่พักสงฆ์
ที่พักสงฆ์
ที่พักสงฆ์
ที่พักสงฆ์

 
 
รายชื่อวัดร้าง จำนวน 5 แห่ง
 

ที่

ชื่อศาสนสถาน

ตั้งอยู่หมู่ที่

ตำบล

หมายเหตุ

1.
2.
3.
4.
5.
วัดเลย
วัดป่าเป้า
วัดกลางทุ่ง
วัดนาแต่ม
วัดราษรัฐพัฒนา
7
1
1
2
11
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์
พงษ์
ขึ้นทะเบียนแล้ว
 
 
 
 
 
 
แหล่งข้อมูล นางสาววชญากานต์ เพชรสุทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ประสานงานวัฒนธรรมอำเภอสันติสุข
 
 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/songk

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

 
บุคคลสำคัญทางวัฒนธรรม อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
 

1

 

 

 

 

 

ชื่อ  พระครูพิทักษ์นันทคุณ     ฉายา   จารุวณฺโณ        นามสกุล   พันธ์ชา
ที่อยู่    วัดอรัญญาวาส  เลขที่   ๙๖    ตำบลในเวียง  อำเภอเมืองน่าน  จังหวัดน่าน โทรศัพท์  ๐๕๔ – ๗๑๐ – ๑๒๐
ตำแหน่ง  เจ้าอาวาสวัดอรัญญาวาส
ผลงานที่โดดเด่นและได้รับการยกย่อง
๑. งานด้านการพระพุทธศาสนาที่มีการจัดให้มีการบรรพชา  อุปสมบท ภาคฤดูร้อน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เป็นประจำทุกปี และเพื่อเป็นการเปิดโอกาส ให้กุลบุตรที่มีความเลื่อมใสศรัทธาและผู้ที่เคยติดยาเสพติด ผู้ที่พลาดโอกาสทางการศึกษาได้เข้ารับการบรรพชา-อุปสมบท เป็นพระภิกษุสามเณรเพื่ออนาคตที่ดีขึ้น อยู่ในสังคมได้ดีมีประโยชน์โดยใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นเครื่องดำเนินชีวิต

๒. งานด้านการอนุรักษ์ป่าไม้และต้นน้ำน่าน ซึ่งผลงานชิ้นนี้พระครูพิทักษ์นันทคุณได้ลงแรงลงใจเต็มที่กับงานนี้มาโดยตลอดมิได้ขาด เพราะถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณของป่าไม้และต้นน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตเราทุกคนที่อยู่ในสังคม ตัวอย่างเช่น 

– เป็นผู้ริเริ่มทำพิธีบวชป่า ถวายทานผ้าป่าต้นไม้ ขยายเครือข่ายป่าชุมชนทั่วพื้นที่จังหวัดน่าน จนปัจจุบันนี้มีเครือข่าย หมู่บ้าน และชุมชนที่อนุรักษ์ป่า เป็นป่าของหมู่บ้านไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ป่า เนื้อที่ ตั้งแต่ ๕ ไร่ ไปจนถึง ๑๐,๐๐๐ ไร่

–  เป็นผู้ริเริ่มทำพิธีสืบชะตาแม่น้ำ ถวายทานผ้าป่า พันธุ์ปลา อนุรักษ์วังปลา เริ่มต้นที่แม่น้ำน่าน ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ถึงปัจจุบัน จนทำให้เกิดการขยายพื้นที่อนุรักษ์วังปลา ขยายเครือข่ายอนุรักษ์แม่น้ำ ทั้งน้ำน่านและน้ำแขนงต่างๆ ทั่วจังหวัดน่าน มีพี่น้องต่างจังหวัด และหลายๆประเทศ มาดูตัวอย่างการอนุรักษ์แม่น้ำ อนุรักษ์วังปลา บวชป่าชุมชน จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เชิงนิเวศน์

 
ผลงานดีเด่น
 ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๖ จนถึงปัจจุบัน เป็นเจ้าอาวาสวัดอรัญญาวาส พยายามพัฒนาวัดให้สะอาด ร่มรื่น สวยงาม เปิดวัดให้เป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานที่ประชุม อบรม สัมมนา ฝึกอาชีพ อบ ประคบ สมุนไพร เป็นสถานที่ออกกำลังกายของผู้สูงอายุ จัดค่ายคุณธรรมแก่นักเรียน นักศึกษา ส่งเสริมการศึกษาพระภิกษุ สามเณร และลูกศิษย์วัด ตามอุดมคติ ( สร้างอาวาสให้ร่มรื่น สร้างสังคมให้สงบ เคารพพระรัตนตรัย )
 
 -เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธินันทวุฒิคุณ วัดอรัญญาวาส
 
-เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มฮักเมืองน่าน
 
-เป็นผู้ก่อตั้งศูนย์ประสานงานพระธรรมทายาท จังหวัดน่าน
 
-เป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มพุทธบุตร
 
-เป็นผู้ก่อตั้งกองทุนมูลนิธิฮักเมืองน่าน
 -เป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิฮักเมืองน่าน
 -เป็นผู้ริเริ่มทำพิธีบวชป่า
 -เป็นผู้ริเริ่มทำพิธีสืบชะตาแม่น้ำ
 -เป็นประธานฝ่ายดำเนินงานพระธรรมทูตเฉพาะกิจ จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ – ๒๕๔๙
 -เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งกองทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาของคณะสงฆ์จังหวัดน่าน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน
 -เป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนพระปริยัติธรรม แผนกสามัญศึกษาขึ้นที่วัดดอนมงคล ตำบลดู่พงษ์ อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
 -เป็นผู้ก่อตั้ง พุทธสถานวังเหิบหลวง พุทธสถานแห่งนี้อนาคต จะเป็นสถานที่จัดฝึกอบรมบุคลากรทางพระพุทธศาสนาได้มากขึ้น
 -เป็นผู้ก่อตั้งสมัชชาเยาวชนชาวไทยภูเขา จังหวัดน่านขึ้นที่วัดอรัญญาวาส ตั้งแต่ปี พ.ศ.        จนถึงปัจจุบัน
 -เป็นพระวิทยากรประจำสำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งจังหวัดน่าน ทุกครั้งที่การเลือกตั้งฯ
  
 
2
 
 
ชื่อ-สกุล  นายคำ  เตลา
อาชีพ  เกษตรกร
ตำแหน่ง  รองประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอ/ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลพงษ์
หน่วยงานที่สังกัด   สภาวัฒนธรรมอำเภอสันติสุข
ที่อยู่  (ที่ติดต่อสะดวก )    เลขที่ ๖ หมู่ ๒ ตำบลพงษ์  อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน  ๕๕๒๑๐
ตำแหน่งและหน้าที่การงาน
– เป็นรองประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอ
– เป็นประธานสภาวัฒนธรรมตำบล
– เป็นประธานสภาวัฒนธรรมหมู่บ้าน
– แนะนำเด็กและเยาวชนในหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ร่วมปฏิบัติธรรมพร้อมด้วยผู้สูงอายุในหมู่บ้าน  ช่วงเข้าพรรษา , วันเฉลิมพระชนมพรรษา  และแนะนำให้ผู้นำชุมชน ประชาชนในหมู่บ้านร่วมงดเหล้าเข้าพรรษาเป็นประจำทุกปี
– เป็นมัคคนายกวัดศรีบุญเรือง และเป็นผู้นำพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนา ในพื้นที่หมู่บ้าน ตำบล และระดับอำเภอ
– เป็นวิทยากรในการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น
– เป็นกรรมการแผนพัฒนาตำบล
-เป็นกรรมการตรวจสอบการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยเป็นผู้นำกระบวนการ ไม่มีค่าตอบแทน
 
 
 
 รางวัล/ เกียรติบัตรที่ได้รับ
 ๑. อสม.ดีเด่นระดับจังหวัด  สาขาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ
๒. อสม.ดีเด่นระดับภาคเหนือ สาขาการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ
๓. อสม.ดีเด่นระดับชาติ สาขาการการแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ
 
  
  
  
  
 
แหล่งข้อมูล นางสาววชญากานต์ เพชรสุทธิ์ นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ ประสานงานวัฒนธรรมอำเภอสันติสุข
 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/songk

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

ภูมิปัญญาท้องถิ่น อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน ช่างฝีมือพื้นบ้าน ประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า

 นางหลอ  จันอ้น ประธานกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านโป่งคำ
สถานที่ตั้งกลุ่ม
กลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติบ้านโป่งคำ  หมู่ ๕   ตำบลดู่พงษ์  อำเภอสันติสุข   จังหวัดน่าน  ๕๕๒๑๐

วัน เวลา ที่ให้บริการ   

เปิดบริการ/จำหน่ายผลิตภัณฑ์ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ  เวลา  ๐๘.๐๐  –  ๑๗.๐๐   น.
ผู้รับผิดชอบ/ประสานงาน
นางหลอ  จันอ้น           ตำแหน่งประธานกลุ่ม     หมายเลขโทรศัพท์  ๐๘๗- ๐๖๕๐๒๑๙
 
 
 
ข้าวแต๋นน้ำแตงโม  แม่บัวผัด  ก๋าวงค์  บ้านนาเลา  บ้านเลขที่ ๔๙ หมู่  ๓  ตำบลพงษ์  อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน
กลุ่มผู้ผลิต : ชื่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวแต๋นน้ำแตงโมแม่บัวผัดนาเลา
สถานที่ผลิต : ตั้งอยู่เลขที่ 49 หมู่ที่ 3  บ้านนาเลา  ตำบลพงษ์  อำเภอสันติสุข  จังหวัดน่าน โทร..0-5476-7247 ,08-9554-8780 ,08-1034-9854
ประธานกลุ่ม :  นางบัวผัด  ก๋าวงศ์
เส้นทางคมนาคม : ทางบก มีถนนสำหรับรถยนต์โดยสารสองแถววิ่งเส้นทางระหว่างตัวจังหวัดน่านเริ่มที่คิวรถน่าน-สันติสุข  บริเวณหน้าตลาดราชพัสดุของเทศบาลเมืองน่าน  รถยนต์โดยสารจะวิ่งส่งผู้โดยสารถึงกลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวแต๋นน้ำแตงโมแม่บัวผัดนาเลา  ระยะทาง  33  กิโลเมตร  ค่าโดยสารราคา  60  บาท
อัตลักษณ์/จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ 
เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมือนใคร  คุณสมบัติของผลิตภัณฑ์  รสชาติ  อร่อย  กรอบ  หอม  หวาน  มัน  สินค้าได้มาตรฐาน   ได้รับ  อย.,มผช.,ได้รับคัดสรรให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับสามดาว   นอกจากนี้ยังมีบรรจุภัณฑ์ที่สะดุดตาได้มาตรฐาน  แข่งขันกับผู้ประกอบการรายอื่นได้
แหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 
วางจำหน่ายที่  กลุ่มวิสาหกิจชุมชนข้าวแต๋นน้ำแตงโมแม่บัวผัดนาเลา   และร้านค้า/กลุ่มเครือข่าย OTOP จังหวัดน่าน

 

มาตรฐานและรางวัลที่ได้รับ 
ปี พ.ศ.2545  ได้รับใบอนุญาตมาตรฐานสินค้า  จากองค์การอาหารและยา (อย.)
ปี พ.ศ.2546  ได้รับคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ ระดับ  สามดาว ของสินค้า OTOP ระดับภาค
ปี พ.ศ.2548  ได้รับใบอนุญาตมาตรฐานสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)  จากอุตสาหกรรม
ปี พ.ศ.2549  ได้รับคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์  ระดับ  สามดาว  ของสินค้า  OTOP
 
 

ภูมิปัญญาชาวบ้าน ด้านศาสนาและความเชื่อ

ชื่อภูมิปัญญาท้องถิ่น   พ่ออาจารย์ถา    พรมคำ
วุฒิการศึกษาจบชั้น  ประถมศึกษาปีที่ ๔    อาชีพ  หมอสู่ขวัญ
สถานที่ตั้ง
อยู่บ้านเลขที่  ๒๒  หมู่ที่ ๓
ตำบลป่าแลวหลวง    อำเภอสันติสุข
จังหวัดน่าน   ๕๕๒๑๐     หมายเลขโทรศัพท์  –
วัน เวลา ที่ให้บริการ 
ทุกวันตามที่ทางเจ้าภาพกำหนดจัดพิธี โดยมีการหาฤกษ์ในการประกอบพิธีตามความเชื่อของชาวล้านนาโดยยึดเอาวันดีตามหนังสือปี๋ใหม่เมือง
เป็นวันประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวล้านนา
ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม / รับบริการ 
-ค่าตอบแทน ซึ่งก็แล้วแต่ศรัทธา
ประวัติความเป็นมา 
มีความรู้ความความสามารถพิเศษเกี่ยวกับ หมอสู่ขวัญ   ขณะบวชเรียนได้ศึกษาถึงพระธรรมคำสอนตามหลักพระไตรปิฎก ขณะเดียวกันก็ได้มีการเรียนเกี่ยวกับภาษาล้านนา (ตัวอักษรพื้นเมือง)ไปด้วย ซึ่งบวชได้เป็นเวลา   ๘   ปีก็ลาสิกขาออกมา หลังจากลาสิกขาออกมาก็ได้ไปศึกษาตำราเกี่ยวกับการสู่ขวัญ พิธีกรรมต่างๆ อย่างจริงจังเพื่อนำมาใช้
ในการรักษาทางจิตและทางกายคนป่วยกับพ่ออาจารย์ท่านหนึ่ง
กิจกรรมที่ให้บริการ /ความรู้ /องค์ความรู้ /ความชำนาญ/สิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้
๑.การสู่ขวัญ
๒.การสะเดาะเคราะห์
๓.การดูฤกษ์ สำหรับประกอบพิธีกรรมต่างๆ
๔.การศึกษาอักษรล้านนา(ตั๋วเมือง)
๕.การเป่าเพื่อรักษาโรค
 
 
 

ภูมิปัญญาชาวบ้านการสู่ขวัญนาค
ชื่อภูมิปัญญาชาวบ้าน    พ่อหนานเหลี่ยม       อ่อนพุ๊
วุฒิการศึกษาจบชั้น  .4   อาชีพ   ทำนา

11

 

 

 

 
สถานที่ตั้ง
บ้านเลขที่  ๘๙    หมู่ที่ ๒   ตำบลดู่พงษ์   อำเภอสันติสุข   จังหวัดน่าน  ๕๕๒๑๐ หมายเลขโทรศัพท์  
ค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมกิจกรรม / รับบริการ 
–  ได้รับค่าตอบแทน ซึ่งก็แล้วแต่ศรัทธา (นาค ๑ รูป ค่าตอบแทน ๒๐๐ บาท / นาค ๒ รูป ค่าตอบแทน ๔๐๐ บาท)
ประวติความเป็นมา 
ใช้เวลาศึกษาขณะที่บวชเรียนอยู่เป็นเวลา ๔ ปี เรียนรู้มาจากคุณพ่อ คือ พ่อหนานยศ    อ่อนพุ๊ และอาจารย์หมอเมืองในหมู่บ้าน คือ พ่อหลวงหนานหวันและพ่อหลวงหนานธรรมสอน    พรมไชย โดยวิธีการเรียนคือจากคำบอกกล่าวเป็นคำสอนจากพ่ออาจารย์บ้าง จากคัมภีร์ใบลานโบราณบ้าง จากสมุดบันทึกที่เป็นตัวอักษรคำเมืองโบราณ
กิจกรรมที่ให้บริการ /ความรู้ /องค์ความรู้ /ความชำนาญ/สิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้
การสู่ขวัญนาค
 
 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/songk

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

Facebook Comments
0Shares
ติดต่อ เพจน่านนคร