ข้อมูลทั่วไป อ.นาหมื่น

ประวัติ อำเภอนาหมื่น

     อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน มีประชากรตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า ๒๐๐ ปี มาแล้ว อยู่ทางใต้สุดของจังหวัดน่าน ระยะทางห่างจากจังหวัดประมาณ ๘๐ กิโลเมตร   สภาพพื้นที่เป็นภูเขา  และที่ราบบริเวณหุบเขา ในสมัยก่อนแบ่งออกเป็น  ๒ เมือง  ขึ้นตรงต่อแขวงศรีษะเกษ   (อำเภอนาน้อย)  ได้แก่
๑.  เมืองหิน ปัจจุบันคือเขตตำบลบ่อแก้ว ตำบลนาทะนุง และรวมถึงพื้นที่   ตำบลสถาน อำเภอนาน้อย  ในปัจจุบัน  สาเหตุที่เรียกว่า  เมืองหินเพราะว่ามีลำห้วยหนึ่งไหลผ่านพื้นที่ แหล่งชีวิต
ทำมาหากินของชาวบ้าน มีหินสีขาวที่แข็งมาก มีอยู่จำนวนมาก  ชาวบ้านเรียกลำห้วยนี้ว่า  “ลำน้ำหิน” และชาวบ้านที่ลำห้วยน้ำหินไหลผ่านว่า  “เมืองหิน”
๒. เมืองลี   ปัจจุบันคือเขตตำบลเมืองลีและตำบลปิงหลวงในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ ทางราชการเห็นว่าการรวมแขวงไม่สะดวกต่อการปกครอง จึงตั้งเป็นอำเภอขึ้น  เรียกว่าอำเภอศรีษะเกษ
หรืออำเภอนาน้อยในปัจจุบัน ซึ่งรวมเมืองหิน   เมืองลี ดังกล่าวด้วย ต่อมาทางราชการพิจารณาเห็นว่า อำเภอนาน้อย มีพื้นที่กว้างขวาง และมีสภาพเป็นป่าเขาทุรกันดาร การสัญจรไปมาระหว่างตำบล กับอำเภอนาน้อยไม่สะดวก    ทำให้การบริหารราชการเป็นไปด้วยความลำบาก     และไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ยากแก่การติดต่อกับทางราชการ และยากแก่การสอดส่องดูแลทุกข์สุขของประชาชน อีกทั้งยังมีปัญหาการแทรกซึมของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์   จึงให้แยกเมืองหิน เมืองลี  ซึ่งมีตำบลบ่อแก้ว ตำบลนาทะนุง และตำบลเมืองลีออกจากอำเภอนาน้อย ตั้งเป็นกิ่งอำเภอนาหมื่น เมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๒๑

                                ต่อมากิ่งอำเภอนาหมื่น ได้ขอตั้งตำบลเพิ่มขึ้นอีก ๑ ตำบล คือตำบลปิงหลวง โดยแยกจากตำบลเมืองลี และกิ่งอำเภอนาหมื่น    จึงได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ ๕ กรกฎาคม ๒๕๓๗

                               ที่มาของคำว่า  “อำเภอนาหมื่น”  แต่เดิมหมู่บ้านที่อำเภอตั้งอยู่   ชื่อบ้านหลักหมื่น     ตำบลนาทะนุง สาเหตุที่ชื่อบ้านหลักหมื่น  ได้มีเล่าสืบต่อกันมาว่า  มีเสาหลักกิโลเมตรที่ทางราชการมาปักไว้แต่ไม่ทราบว่า พ.ศ.ใด และยังบอกว่าเสานี้ คือ “เสาแดนเมือง”  เป็นหลักที่หนึ่งหมื่น  แต่ไม่ทราบว่าเสาต้นที่หนึ่งเริ่มนับมาจากที่ใด  หมู่บ้านดังกล่าวจึงได้ชื่อว่า  “บ้านหลักหมื่น” เป็นต้นมา   เสาหลักกิโลเมตรที่หนึ่งหมื่นดังกล่าว  เป็นเสาไม้เนื้อแข็ง สี่เหลี่ยม  ขนาด ๑๐ x ๑๐ นิ้ว  ยาว  ๓ เมตร รอบฐานมีเสาไม้ขนาด  ๕ x ๕ นิ้ว ยาว  ๑.๕ เมตร ฝังรอบอีก  ๕ ต้น  กาลเวลาล่วงเลยมานาน เสาหลักที่หมื่นได้ล้มลง  และต่อมาโดยการนำของท่านนายอำเภอนาหมื่นสมัยนั้น คือนายดิเรก  ถึงฝั่ง  พร้อมราษฎรในอำเภอนำเสาแดนเมืองมาปักไว้ที่ที่ว่าการกิ่งอำเภอนาหมื่น และตั้งศาลขึ้นมา เรียกกันทั่วไปว่า “ศาลหลักเมือง”  ตั้งอยู่หน้าที่ว่าการอำเภอนาหมื่น และเป็นที่นับถือ ยึดเหนี่ยวรวมน้ำใจของชาวอำเภอนาหมื่นจนถึงปัจจุบันนี้    และชื่ออำเภอนาหมื่นได้มาจากหลักเมืองนาหมื่น  ถือว่าเป็นสิริมงคล และทางผู้ใหญ่และชาวบ้านเห็นฟ้องกันว่าที่ตั้ง
ของที่ว่าการอำเภออยู่บริเวณหมู่บ้านหลักหมื่น และต้องการให้สอดคล้องกับอำเภอนาน้อย และการตั้งใหม่ควรให้ดี เด่น กว่าของเดิม  ซึ่งนาน้อย หมายถึงที่นามีน้อย  แต่คำว่า นาหมื่น    หมายถึงมีที่นามากเป็นหมื่นไร่    จึงได้ตั้งชื่อว่า “กิ่งอำเภอนาหมื่น”  (ตั้งเมื่อ  ๕  กรกฎาคม  ๒๕๓๗) ปัจจุบันอำเภอนาหมื่นแบ่งการปกครองเป็น  ๕ ตำบล  คือ  ตำบลบ่อแก้ว  ตำบลนาทะนุง  ตำบลเมืองลี  และตำบลปิงหลวง  เขตติดต่อมีดังนี้
-ทิศเหนือจดกับอำเภอนาน้อย  จังหวัดน่าน
-ทิศใต้จดกับอำเภอท่าปลา  จังหวัดอุตรดิตถ์
-ทิศตะวันออกจดกับอำเภอฟากท่า  จังหวัดอุตรดิตถ์
-ทิศตะวันตกจดกับอำเภอร้องกวาง  จังหวัดแพร่

                                 อุปนิสัยของชาวอำเภอนาหมื่น   เป็นผู้ที่มีจิตใจอารี    เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่     รักความสันโดด  ส่วนมากเป็นชนพื้นเมือง  ทำมาหากินด้วยการ  ทำไร่  ทำนา  ทำสวน  นับถือศาสนาพุทธ  และชาวบ้านยังเชื่อเรื่องไสยศาสตร์  และยังมีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดา ยึดเป็นที่พึ่งทางใจ  มีการบนบานศาลกล่าว  มีผีบ้าน ผีเมือง  ประเพณีมากมาย  เช่น  ประเพณีนมัสการพระเจ้าแก้ว  “แปดเป็ง” ประเพณีเซ่นไหว้เจ้าพ่อเขาแสง  ประเพณีสงกรานต์ (ปี๋ใหม่เมือง)  ประเพณีทานก๋วยสลาก  ประเพณีการตั้งธรรม (ฟังธรรมเทศน์มหาชาติ)  ประเพณีลอยกระทงงานยี่เป็ง   พิธีแต่งงาน  ขึ้นบ้านใหม่ บวชนาค ที่เป็นเอกลักษณ์นิยม ประเพณีแห่นางแมว

                                 อำเภอนาหมื่นจังหวัดน่าน  มีประชาชนเข้าตั้งรกรากถิ่นฐานทำมาหากินอยู่เป็นระยะเวลานานหลายร้อยปีมาแล้ว  ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุดของจังหวัดน่าน  ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๘๐  กิโลเมตร  ในอดีตเมืองนี้เป็นเส้นทางเดินเท้าสายสำคัญระหว่างเมืองล้านนากับเมืองใต้ เป็นบริเวณที่มีผู้คนสัญจรไปมาไม่ขาดสาย

                                 อำเภอนาหมื่นนั้นได้ตั้งเป็นอำเภอเมื่อวันที่  ๗ เมษายน  พ.ศ. ๒๕๓๗ แต่เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ อ. นาน้อย  ในครั้งแรกที่จะก่อตั้งเป็นอำเภอนั้น  ได้ตั้งเป็นกิ่ง อำเภอก่อน  โดยได้แยกตัว  ออกมาจากอำเภอนาน้อยเมื่อวันที่  ๙  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๒๕  และได้ตั้งที่ทำการอำเภออยู่ที่บ้านนาหลักหมื่น  หมู่  ๑  ตำบลนาทะนุง ซึ่งประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านนี้มีอยู่ว่า  ในอดีตได้มีผู้คนนำเอาเสาหลักแดนเมืองมาปักฝังไว้  เมื่อวันเดือนปีใดไม่ทราบ  เป็นหลักที่หนึ่งหมื่นที่หมู่บ้านนี้พอดี  แต่ไม่รู้ว่าเป็นการวัดโดยลักษณะใดและวัดมาจากไหน  ลักษณะของเสาหลักหมื่นดังกล่าวนั้น  เป็นเสาไม้เนื้อแข็งสี่เหลี่ยมขนาด  ๑๐  ? ๑๐ นิ้ว  ยาว ๓ เมตร  รอบฐานมีเสาไม้ขนาด ๕ ? ๕ นิ้ว  ยาวเมตรครึ่งฝังรอบ  อีกสี่ด้าน บริเวณเสากลางมีปรากฏร่องรอยการจารึกอักษรขอมเมืองไว้ด้วย  แต่อยู่ในสภาพเลือนลาง  อ่านจับใจความไม่ได้  อีกทั้งยังมีร่องรอยการถูกฟักฟัน
ด้วยของมีคมเต็มไปหมด ด้วยเหตุที่หมู่บ้านนี้มีเสาหลักหมื่นตั้งอยู่  ชาวบ้านจึงเรียกว่า บ้านหลักหมื่น แต่สำหรับคนโบราณเก่าแก่นั้นจะเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า บ้านนาหลักหมื่น เพราะหมู่บ้านนี้มี
ี้ีนาล้อมรอบอยู่ด้วย  หลังจากที่ได้ตั้งกิ่งอำเภออยู่ที่หมู่บ้านนี้แล้ว  ทางกำนันผู้ใหญ่บ้านและหน่วยงานราชการต่างๆ   ก็ได้มีการประชุมปรึกษาหารือกันว่าจะตั้งชื่อ  กิ่งอำเภอว่าอย่างไร  ในครั้งนั้นมีผู้คนส่วนหนึ่งเสนอว่าควรจะตั้งชื่อว่า กิ่งอำเภอเมืองหิน เพราะว่าเป็นชื่อเก่าแก่ของบ้านเมืองแห่งนี้  แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งคัดค้านโดยให้เหตุผลว่า  การตั้งชื่อว่ากิ่ง อ. เมืองหิน
นั้นก็ดีอยู่   แต่คำว่าเมืองหินนั้นเป็นคำโบราณไม่ค่อยทันสมัย   และถ้าในอนาคตผู้คนที่ได้ยินชื่ออาจจะเกิดความเข้าใจผิด ว่าประชาชนในเมืองนี้เป็นคนแข็งกระด้างเหมือนหิน และมีอีกกลุ่มหนึ่งเสนอให้ตั้งชื่อเป็น อำเภอบ่อแก้วแต่ได้รับการทักท้วงว่าเป็นการเอาเปรียบตำบลนาทะนุง และตำบลเมืองลี ในตอนนั้นมี ๓ ตำบลในที่สุดได้ตกลงกันว่า ให้เอาชื่อหมู่บ้าน
ซึ่งเป็นที่ตั้งมาเป็นชื่ออำเภอ โดยตัดคำว่าหลักออกเสีย ให้เหลือแต่คำว่า นาหมื่น เพื่อให้ดูสอดคล้องกับอำเภอนาน้อยและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองด้วย

                              สำหรับเสาแดนเมืองหลักหมื่นที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น เวลาได้ผ่านเลยมาเป็นเวลานานเสาหลักได้ล้มลง ต่อมาบรรดาประชาชนชาวอำเภอนาหมื่น นำโดยนายดิเรก ถึงฝั่ง หัวหน้ากิ่งอำเภอนาหมื่นในขณะนั้น ได้นำเอาเสาแดนเมืองเก่ามาฝังใว้ตรงที่ทำการกิ่งอำเภอนาหมื่นแล้วสร้างเป็นศาลหลักเมืองขึ้นมา เรียกว่าศาลหลักเมืองนาหมื่น ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนชาวอำเอนาหมื่นมาจนถึงปัจจุบัน

                              อำเภอนาหมื่น ปัจจุบันมีอยู่ ๕ ตำบล ประกอบด้วย ตำบลบ่อแก้ว ตำบลนาทะนุง ตำบลเมืองลี และ  ตำบลปิงหลวง  ในอดีตนั้นได้แบ่งเป็น ๒ เมืองคือ ๑.เมืองหิน ประกอบด้วยตำบลบ่อแก้ว   ตำบลนาทะนุง และยังรวมไปถึงตำบลสถาน ที่เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอนาน้อยในปัจจุบันด้วย  ๒.เมืองลี ประกอบด้วยตำบลเมืองลีกับตำบลปิงหลวง    ซึ่งทั้งสองเมืองนี้เป็นเพียงเมืองเล็กๆที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองน่านเท่านั้นแต่มีความสำคัญคือเป็นเมืองด่านใต้ของเมืองน่านในสมัยที่ยังมีเจ้าเมืองปกครองอยู่ได้มีด่านตรวจคนเข้าเมืองอยู่ที่ บ้านนาทะนุง เมืองหินและในปี พ.ศ.๒๕๕๕ ข้าศึกพวกเงี้ยวเข้าตีเมืองแพร่นั้น ทางเมืองน่านก็ได้ทำการตั้งด่านอยู่ที่ดอยผาไก่ขัน เมืองลี ดังนั้นเมืองทั้งสองจึงเป็นเมืองด่านใต้ของเมืองน่าน ผู้คนในสมัยนั้นมักจะเรียกเมืองทั้งสองนี้ว่าเมืองน่านน้อย  แต่สาเหตุที่ชาวบ้านเรียกบ้านเมืองตัวเองว่าเมืองหินกับเมืองลี นั้นมีหลายประการ  ในที่นี้จะกล่าวถึงที่มาของเมืองหินก่อน โดยมีคนกล่าวถึงเมืองหินไว้อยู่ ๒ ประการ คือ

                             ประการที่๑. ตามตำนานมุขะปาฐะ ซึ่งเป็นตำนานเก่าแก่ปรัมปราของเมืองนี้ได้เล่าสืบต่อกันมาว่า เดิมทีแรกผู้ที่มาตั้งบ้านเมืองอยู่ที่นี่ชื่อว่าอ้ายราชคฤห์ หรือพญาราชคฤห์ ในกาลครั้งนั้นท่านได้รบทัพจับศึกกับพวกแก๋ว หรือลัวะ เพื่อแย่งชิงพื้นที่ทำมาหากินของกันและกัน และสามารถเอาชนะพวกแก๋วได้โดยการนำเอาก้อนหินผาต่าง ๆ ทั้งใหญ่เล็กมาฝังลงอาคมแวดล้อมตามค่ายหรือฐานที่อยู่ของตน โดยฝ่ายของพญาราชคฤห์นั้นอยู่บนภูเขาทางทิศตะวันออก ส่วนพวกพญาแก๋ว อยู่บนพื้นที่ราบ ในครั้งนั้นพวกแก๋ว
ได้รุกล้ำเข้าไปในเขตที่ฝังหินแล้วต้องมนต์อาคมจนมองไม่เห็นฝ่ายพญาราชคฤห์ได้โดยถนัด เพราะเกิดเหตุมืดฟ้ามัวดิน ทั้ง ๒ ฝ่ายได้ต่อสู้กันจนฝ่ายแก๋วเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไปในที่สุด  หลังจากนั้นพญาราชคฤห์ก็ยกไพร่พลชาวเมืองลงมาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่ ด้วยเหตุที่เมืองนี้มีหินเขี้ยวม้า อยู่เป็นจำนวนมาก และชาวเมืองในขณะนั้นถือว่าหินนั้นได้มีบทบาท
ที่ช่วยทำให้พวกตนมีชีวิตรอดมาได้ จึงถือเอานิมิตนั้นตั้งชื่อเมืองของตนว่าเมืองหินและเรียกบุคคลที่เป็นหัวหน้าของตนเองว่าพญาหินสืบต่อมา สำหรับด่านต่างๆที่ชาวบ้านใช้ฝังหิน
เสกเป่ามนต์ยำในครั้งนั้นบางที่ยังหลงเหลือให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน  เช่น  ที่ด่านประตูหิน   และบริเวณพื้นที่ห้วยฮางริน ซึ่งชาวเมืองหินเชื่อว่าพญาราชคฤห์ท่านมักไปอยู่ในที่นั่น หลังจากที่ท่านจุติตายไปแล้วนั้น ชาวเมืองที่เคารพนับถือท่านได้สร้างศาลแล้วอัญเชิญให้ท่านเป็นอารักข์ประจำเมืองนี้มาทุกยุคทุกสมัย ถึงแม้ว่าในกาลบางครั้งชาวบ้านชาวเมือง
จะถูกกวาดต้อนไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นในเวลาต่อมา เช่นไปอยู่ที่เมืองลาวบ้าง เมืองพ้อ เมืองฮามบ้าง แต่พวกเขาเหล่านั้นถึงจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามก็มิได้ละเลยสิ่งที่เคยปฏิบัติยังคง
เคารพนับถือท่านอยู่ตามบรรพบุรุษ แต่ก็ยังมีเหลืออยู่ในบางท้องถิ่นเท่านั้น ซึ่งต่อมาภายหลังชาวเมืองหินส่วนใหญ่ที่ที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ในบ้านเมืองอื่นต่างก็พากัน
กลับมาอยู่ยังถิ่นฐานเดิมนี้อีกเป็นส่วนมาก นี่เป็นเพียงตำนานพื้นเมืองเดิมของเมืองหินเท่านั้น

                              ประการที่๒. คือบ้านเมืองนี้ มีลำน้ำสายหนึ่งซึ่งชาวบ้านเรียกว่าลำน้ำหินไหลผ่านพื้นที่ทำมาหากินของชาวบ้านแถบนี้ มีหินสีขาวสวยงามอยู่มากมาย ชาวบ้านจึงเรียกว่าน้ำหิน และเรียกหมู่บ้านที่น้ำหินไหลผ่านว่าเมืองหิน ซึ่งมติข้อที่ ๒ นี้ มีหลายคนไม่ค่อยเห็นด้วยโดยให้เหตุผลหลายประการเช่นว่า การที่ผู้คนเข้ามา
ตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในเมืองนี้ จะต้องตั้งชื่อบ้านเมืองของตนตามลักษณะของบ้านนั้นเมืองนั้นที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดเป็นสำคัญก่อน   แล้วจึงจะกำหนดชื่อของสถานที่ต่างๆ ระแวกหมู่บ้าน  แม่น้ำ และภูเขาเป็นต้น  ซึ่งกว่าจะเป็นที่ยอมรับ ของคนทั่วไป ก็ต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร  ถ้าหากว่าหมู่บ้านที่น้ำหินไหลผ่านเรียกว่าเมืองหินแล้ว  ทำไมบริเวณพื้นที่แม่น้ำหิน
ไม่ได้ไหลผ่าน และไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เช่นบริเวณบ้านดอนมูล บ้านค้างอ้อย ก็ถูกเรียกว่าเมืองหินเหมือนกัน แต่ตรงกันข้าม บริเวณพื้นที่ตำบลสันทะ อำเภอนาน้อย มีหลายหมู่บ้านที่
ลำน้ำหินไหลผ่านแต่กลับไม่เรียกว่าเป็นเมืองหินแต่เขากลับเรียกว่าเมืองหล่ม นอกจากนั้นพื้นที่อำเภอนาน้อยก็มีแม่น้ำสายสำคัญที่ไหลผ่านเมือง คือแม่น้ำแหง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายที่ใหญ่กว่า
แม่น้ำหินหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนในอำเภอนาน้อยมาเป็นเวลานานแต่ก็ไม่เห็นมีใครเรียกชื่อว่าเมืองแหงเลย กลับเรียกชื่อเมืองของตนเองว่า  เมืองงั่ว เพราะในอดีตพื้นที่บริเวณนั้นมีต้นมะงั่ว
อยู่เป็นจำนวนมาก ฉะนั้นคำว่าเมืองหินก็น่าจะแปลว่าบริเวณพื้นที่ที่มีหินอยู่มากกว่าเมืองอื่นๆในเมืองน่าน ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับชื่อของแม่น้ำเพราะว่าแม่น้ำสายไหนๆ ก็ล้วนแล้วแต่มีหิน
อยู่แต่เหตุที่เรียกว่าเมืองหินก็เพราะว่าน้ำสายนี้ไหลผ่านศูนย์กลางเมืองหินพอดีจึงเรียกกันว่าแม่น้ำหิน  และแม่น้ำสายต่างๆ ที่ไหลมารวมกัน ผ่านเมืองน่าน ก็เรียกกันว่า แม่น้ำน่าน หากว่าตามหลักฐานที่ค้นพบในจารึกคำภีร์ใบลานตามวัดวาอารามต่าง ๆ ในพื้นที่เมืองนี้มักจะเขียนเป็นภาษาบาลีว่า เมืองเสลานิคมบ้าง เมืองเสละรัฏฐะบ้าง ดังเช่นคำว่าหลเสละรัฏฐะ ที่นี้หมายมีอาชญาหลวงราชคฤห์ตนเป็นเค้าเป็นประธานในรัฏฐะสภาดังนี้เป็นต้น ซึ่งคำว่านิคมแปลว่าเมืองหรือตำบล เสลาแปลว่าหิน อีกคำหนึ่งว่า เสละรัฏฐะเสละแปลว่าหิน รัฏฐะแปลว่าแว่นแคว้น รวมความแล้วแปลว่า แว่นแคว้นที่มีหินมาก

                              อย่างไรก็ตามจากเหตุผลทั้ง ๒ ข้อ ที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ต่างก็มีเหตุผลของตนเอง จึงเป็นเรื่องที่น่าคิด และน่าศึกษาค้นคว้าต่อไป ถึงจะยอมรับกันทั้งสองมติ
ก็ไม่ได้เสียหายอะไร  ทั้งหมดนี้คือที่มาของคำว่าเมืองหิน

                             ส่วนที่มาของคำว่าเมืองลีนั้น น่าจะมาจากคำว่าเมืองลี้ เพราะว่าในอดีต ผู้คนจากเมืองต่างๆ ที่หลบลี้หนีภัยข้าศึกสงคราม หรือหนีโทษบ้านเมืองก็มักจะไป
ซ่อนตัวอยู่เมืองนี้ เพราะมีสภาพเป็นป่าเขา ยากแก่การค้นหาตัว สาเหตุที่เปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองลี น่าจะได้รับอิทธิพลมาจากภาษาบาลีมคธ เพราะคำว่าลี หรือลีนะ แปลว่าหลีกเล้น หรือซ่อนตัว ซึ่งก็ได้ความหมายเหมือนกับคำว่าลี้ เพราะว่าในยุคนั้นผู้คนมักนิยมเรียกชื่อเมืองเป็นภาษาบาลี เช่นเมืองหินว่าเมืองเสลานิคม เมืองน่านว่าเมืองนันทบุรี เป็นต้น

แต่หลักฐานที่พบในหนังสือนครน่านเมื่อ พ.ศ. ๒๕๗๘ ยังเรียกชื่อของเมืองลีว่า เมืองลี้ ฉะนั้นคำว่าลี้ กับลี ก็น่าจะมีความหมายเหมือนกัน  ส่วนเหตุผลอีกข้อหนึ่งว่าเมืองนี้มีรูปสัณฐาน
เป็นรูปวงรี  จึงเรียกว่าเมืองลี แต่เหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้นเพระคำว่าวงรีนั้นเขียนเป็นรูปตัว ร ไม่ใช่ตัว ล และคำว่าวงรีนั้น ไม่ค่อยนิยมใช่กันในภาษาเหนือ ฉะนั้นเหตุผลข้างต้น
น่าจะเป็นไปได้มากกว่า นี่คือที่มาของคำว่าเมืองลี

                            เมืองหินกับเมืองลี ถึงจะเป็นเมืองเล็ก ๆ ไม่มีความสำคัญมาก แต่ก็มีประวัติความเป็นมายาวนาน พอๆกับเมืองน่าน โดยเฉพาะเมืองหินซึ่ง  ตามหลักฐานที่
ปรากฏพงศาวดารของเมืองล้านนา เช่นที่เมืองเชียงใหม่และเมืองเชียงแสน ก็ได้กล่าวถึงเมืองหินไว้ เมื่อ ๕๐๐ กว่าปีมาแล้ว ดังปรากฎในพงศาวดารพื้นเมืองเชียงใหม่ ผูก ๕ มีเนื้อว่า
ปีดับไส้นั้น พญายสราช ใช้มาสืบไมตรีราชทูต ๑ อุปทูต ๑ มาแขกเจ้าพญาติโลกราช บ่หื้อคัล อยู่ ๒๓วัน แขกลาเมือหมื่นด้ามพร้าอ้ายอาณัติหื้อลูกบ่าว แห่งตนไปนั่งถ้าที่ท่าเรือ
ครูบฆ่าแขกตายเสี้ยงหั้นแล พระเป็นเจ้าซ้ำหื้อพันพวงตูมาหลานหมื่นด้ามพร้าอ้าย ไปเลียบด่านเตริน (อ.เถิน จ.ลำปาง) เขาไปขึ้นเอาลานชาวใต้มาเลียบด่านพบชาวเราอันขึ้นลาน ลวดรบกันที่นั่น พระเป็นเจ้าซ้ำหื้อหมื่นอ้ายนครลงไปช่วย พันพวงตูมา รบชาวใต้ยังเมืองเตริน  ชาวใต้จึงหักหนีไปหั้นแล  ปีรวายสง้าสกราช ๘๕๘ ตัว (พ.ศ. ๒๐๒๙) ชาวใต้เอาพลเสิก (ศึก)
มาเมืองกีบกับเมืองหิน ลูกพันนาเมืองน่าน ชาวใต้ได้ฆ่าหมื่นกีบ หมื่นหินตาย  พระเป็นเจ้าติโลกราช เสด็จยาตราไปเถิงแม่ทรา ขุนเมืองน่านหื้อหมื่นหนังสือมาไหว้พระเป็นเจ้าว่าเสิกถอยแล้ว พระเป็นเจ้าลวดคืนมาเมืองเชียงใหม่ในปีรวายสง้านั้น   นี่เป็นเพียงบางส่วนที่พบเจอ

                            นอกจากนั้น ณ  ดินแดนแห่งเมืองหินนี้ เมื่อ ๓๗๘ ปี ทีผ่านมาคือ ในพ.ศ. ๒๑๖๗ เคยมีกษัตริย์ของพม่า แห่งราชวงศ์ นยองยาน นามว่า  พระเจ้าสะโด๊ะมังทราสุทโธ
หรือที่ผู้คนชาวเมืองหินส่วนใหญ่รู้จักกันดี ในนามว่า  เจ้าฟ้าสุทโธ เสด็จมารุกรานถึงเมืองหินนี้  ตามตำนานและหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเจ้าฟ้าสุทโธมีอยู่ในเมืองหินนี้มากมาย  อาทิเช่น ตำนานเรื่องของนางเป้าและนางลิม  ตำนานอะม็อกสีนาด (ปืนใหญ่) ของเจ้าฟ้าสุทโธ ที่ทหารนำมาทิ้งใว้ตามป่าตามเขา  และตำนานเรื่องแท่นสุทโธซึ่งในที่นี้จะไม่กล่าวถึงรายละเอียด เพราะผู้คนส่วนมากก็รู้กันอยู่แล้ว

                            อย่างไรก็ตามสันนิษฐานว่า อำเภอนาหมื่นนี้มีผู้คนชาวล้านนา เข้ามาอยู่อาศัยอยู่เป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ ปีมาแล้ว คือมีขึ้นหลังจาก ตั้งเมืองน่านได้ประมาณ ๒๐๐ ปี แต่เนื่องจากว่าเมืองหินนั้นเป็นเมืองที่มีผู้คนสัญจรไปมาอยู่ไม่ขาดสาย เป็นเหตุให้ชาวบ้านชาวเมืองอยู่ไม่ค่อยสงบสุข ผู้คนมักจะถูกกวาดต้อนไปๆมาๆ  สร้างบ้านเรือนอยู่ไม่เป็นที่เป็นแห่ง ดังคำภาษิตโบราณ ของคนเฒ่าคนแก่ ได้กล่าวใว้ว่า บ้านไปอยู่ไหน วัดไปอยู่นั่น บางครั้งบางคราว ก็กลายเป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีคนพักอาศัย  แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นเมืองร้าง บางครั้งก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีก  ดังจะเห็นได้ว่าในพื้นที่ของอำเภอนาหมื่นนี้ มีสภาพวัดร้าง  และตำนานเกี่ยววัดร้างอยู่หลายแห่ง เช่นวัดบ้านถ่อน วัดเทพดาราม วัดจอมแจ้ง วัดนายาง  วัดบ้านม่อน วัดดอยยุง เป็นต้น ซึ่งวัดดังกล่าวมานี้ บางวัดก็มีหลักฐานเหลืออยู่ จนถึงทุกวันนี้ บางวัดก็รู้ที่มาที่ไปมีแต่ตำนานเล่าขานกันเท่านั้น ถึงแม้ว่าบ้านเมืองแห่งนี้ จะมีมานานแล้วก็ตาม
แต่ก็ไม่มั่นคงถาวร  จนถึงยุค ๒๐๐ ปีที่ผ่านมานี้เองหลังจากเมืองน่านได้พ้นจากการเป็นเมืองขึ้นของพม่าแล้ว ได้กลับมาขึ้นต่อกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้บ้านเมืองแห่งนี้ได้อยู่กัน
อย่างร่มเย็นเป็นสุข  ประชาชนมีอิสระภาพ ในการทำมาหากินเลี้ยงชีพ  ดำเดินชีวิตโดยสะดวก สบาย ไม่ต้องถูกกดขี่ข่มเหงจากพวกพม่าอีกต่อไป ดังจะเห็นได้ว่า การพระพุทธศาสนา ของเมืองหินในช่วง๒๐๐ ปีที่ผ่านมานั้น มีความเจริญรุ่งเรืองมาก โดยเฉพาะพระสงฆ์องค์เจ้าในเมืองนี้ มักจะติดต่อ ไปมาหาสู่กับพระสงฆ์เมืองต่างๆ เช่นเมืองเชียงใหม่เชียงแสน  เพื่อคัดลอกเอาพระไตรปิฎกมาใว้ในเมืองแห่งนี้  อย่างมากมายอย่างครบถ้วนสมบูรณ์  ทำให้บ้านเมืองแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรือง ไม่น้อยหน้าหัวเมืองอื่นๆในเมืองน่าน

                          จากหลักฐานทางด้านโบราณคดีของไทย ได้สำรวจพบว่าบริเวณพื้นที่อำเภอนาน้อย ได้ปรากฏร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ มาช้านาน ไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ –๒๐๐,๐๐๐ ปีมาแล้ว  โดยเป็นมนุษย์สมัยยุคหินเก่าดำรงชีวิตอยู่ด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผักเป็นอาหาร อาศัยอยู่ในบริเวณเสาดิน และตามที่ราบทั่วไป  หลังจากนั้นก็มีวิวัฒนาการ ขึ้นมาเรื่อยๆ ตามกาลเวลา อันแสนยาวนานจนถึงเมือประมาณ ๑,๐๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ก็มีกลุ่มชนเผ่าต่างๆมาอาศัยอยู่ทั่วไป ส่วนกลุ่มคนพื้นเมือง ล้านนานั้นพึ่งจะเข้ามาอาศัยอยู่ได้ประมาณ ๖๐๐ กว่าปี ที่ผ่านมานี้เอง โดยได้อพยพมาจากทางเหนือเข้ามาอยู่อาศัยตามบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม ของแม่น้ำแหง หลังจากนั้นค่อยขยับขยายอาณาบริเวณ ไปอยู่ตามพื้นที่ราบต่างๆ ที่อุดมสมบูรณ์จนเกิดเป็นบ้านเมืองแพร่หลายขึ้นภายหลังมีถึง ๕ เมือง ได้แก่ เมืองงั่ว เมืองหิน เมืองหล่ม เมืองลี้ (ส่วนเมืองกีบนั้น  ไม่ทราบแน่ชัดว่าอยู่ตรงไหน)  เมืองทั้งหมดนี้ขึ้นต่อเมืองน่าน

                          หลังจากที่เมืองน่านขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว  ก็ได้บริหารบ้านเมืองตามนโยบายของราชการทุกประการ จนถึงในสมัย รัชกาล ที่ ๕ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์พริเดช   เมืองหล่มกับเมืองงั่วได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมืองศรีษะเกษ และได้รวมกับเมืองหิน  เมืองลี้ตั้งขึ้นเป็นแขวง เรียกชื่อว่าแขวงน้ำแหง เมื่อ พ.ศ.๒๕๕๒ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้เปลี่ยนระบบการรวมแขวงมาตั้งเป็นบริเวณ โดยได้รวมแขวงน่านใต้ อันมีเมืองแฝก เมืองจริม กับเมืองท่าปลา และแขวงน้ำแหง รวมกันเป็นบริเวณน่านใต้ ตั้งที่ว่าการบริเวณอยู่ที่เมืองศรีษะเกษ ต่อมาใน พ.ศ.๒๕๕๐  ยกเลิกบริเวณน่านใต้   แล้วจัดแบ่งท้องที่ออกเป็น   ๒ แขวง    คือแขวงศรีสะเกษ กับแขวงท่าปลา   ต่อมาได้ยกแขวงศรีษะเกษเป็นอำเภอศรีษะเกษ  ต่อมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นอำเภอนาน้อย  เมื่อ พ.ศ.๒๕๖๐  จนถึง พ.ศ.๒๕๒๑ ทางราชการเห็นว่า อำเภอนาน้อยมีพื้นที่กว้างขวาง ยากแก่การติดต่อทางราชการ  จึงแยกเมืองหิน กับเมืองลี อันมีตำบลบ่อแก้ว ตำบลนาทะนุง  ตำบลเมืองลี  ออกจากอำเภอนาน้อย  ตั้งเป็นกิ่งอำเภอนาหมื่น เมื่อวันที่ ๙  ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๕  ต่อมากิ่งอำเภอนาหมื่นได้ขอตั้งตำบลเพิ่มอีก๑  ตำบลคือตำบลปิงหลวง  โดยแยกออกจากตำบลเมืองลี  หลังจากนั้น กิ่งอำเภอนาหมื่น ได้รับการยกฐานะ เป็นอำเภอเมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๗

ปรับปรุงวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๖
ข้อมูลจาก ผู้ประสานวัฒนนธรรมอำเภอนาหมื่น
 
 
 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/muen/

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

ประเพณีแปดเป็งนมัสการพระธาตุบ่อแก้ว  ณ วัดบ่อแก้ว  ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน    
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีแปดเป็งไหว้พระธาตุ สรงน้ำพระ เจ้าแก้ว ณ วัดบ่อแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ เดือนแปดเหนือ (แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เหนือ ) วันวิสาขบูชา วันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน และพุทธบูชาธรรมบูชา และสังฆบูชา พุทธศาสนิกชนจึงร่วมใจกันไปทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรมปฏิบัติธรรม เวียนเทียนที่วัด เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และวัดบ่อแก้วแห่งนี้ได้มีจัดให้มีกิจกรรม  นอกเหนือกล่าวคือ คือ มีการสรงน้ำพระเจ้าแก้ว  สรงน้ำพระธาตุ มีการจุดบ้องไฟขึ้นในตอนกลางวัน และมีการจุดบ้องไฟดอกในตอนกลางคืน เพื่อบูชาพระธาตุ บูชาพระเจ้าแก้ว ซึ่งมีขึ้นสืบเนื่องกันมา ประมาณ  ๒๐๐ ปี สมัยก่อนจะมีชาวเมืองหิน เมืองลีพร้อมใจกันไป สรงน้ำพระเจ้าแก้ว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง โดยมิได้นัดหมาย ในงานดังกล่าวจะมีการทำบุญที่วัด สรงน้ำพระเจ้าแก้ว จุดบ้องไฟขึ้น บ้องไฟดอกบูชาพระธาตุ และพระเจ้าแก้ว เช่นเดียวกัน 

 
ความสำคัญ
สมัยก่อนชาวเมืองหิน เมืองลีพร้อมใจกันไปสรงน้ำพระเจ้าแก้ว  สรงน้ำพระเจ้าแก้ว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์โดยมิได้นัดหมาย    ประชาชนในชุมชน เชื่อกันว่าใต้พระธาตุวัดบ่อแก้ว มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ แตกต่างๆ จากบ่อน้ำทั่วไป คือ บ่อน้ำในวันพระ    จะมีลูกแก้วที่มีลักษณะที่งดงามมาก ลอยจากบ่อน้ำขึ้นมา ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ ประชาชนเห็นดังนั้น   จึงพร้อมใจกันสร้างพระธาตุครอบบ่อน้ำนั้นไว้ เพราะเกรงว่าลูกแก้วจะลอยหนีไปที่อื่น ด้วยเหตุนี้จึงได้ตั้งชื่อวัดว่า  วัดบ่อแก้ว
 
กิจกรรม
ภาคเช้ามีการตักบาตร  ภาคบ่ายจะมีการแข่งขันจุดบ้องไฟขึ้น เพื่อบูชาพระธาตุ บูชาพระเจ้าแก้ว คณะศรัทธาวัดบ่อแก้ว และจากต่างหมู่บ้าน และตำบลต่างๆ ตลอดจนชาวอำเภอใกล้เคียง เช่น อำเภอนาน้อย  อำเภอเวียงสา นำบ้องไฟมาจุดแข่งขันกัน และบูชา พระธาตุ บูชาพระเจ้าแก้ว
 
สถานที่จัดกิจกรรม
วัดบ่อแก้ว ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
 
 
 
 

ประเพณีนมัสการพระธาตุปากแพะ  วัดต้นต้อง   ตำบลปิงหลวง  อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 

การจัดกิจกรรมโดยองค์การบริหารส่วนตำบลปิงหลวง สภาวัฒนธรรมตำบลปิงหลวง  และคณะศรัทธาวัดต้อง  ตลอดถึงประชาชนชาวตำบลปิงหลวงทุกคนกิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี
ประกอบด้วย    ขบวนแห่ศิลปะวัฒนธรรมของแต่ละหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลปิงหลวง การแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน  การทำบุญตักบาตร  การปฏิบัติธรรม การนมัสการ/สรงน้ำพระธาตุปากแพะ  และสรงน้ำรอยพระพุทธบาท
 
 
 
 
ประเพณีนัมัสการพระธาตุผาช้าง ตำบลเมืองลี อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
การจัดกิจกรรมโดยองค์การบริหารส่วนตำบลเมืองลี  สภาวัฒนธรรมตำบลเมืองลี   ตลอดถึงประชาชนชาวตำบลเมืองลีทุกคน  กิจกรรมที่จัดเป็นประจำทุกปี
ประกอบด้วย  ขบวนแห่ศิลปะวัฒนธรรมของแต่ละหมู่บ้านในพื้นที่ตำบลเมืองลี การแสดงศิลปะวัฒนธรรมพื้นบ้าน  การทำบุญตักบาตร  การปฏิบัติธรรม  การนมัสการ/สรงน้ำพระธาตุผาช้าง
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ประเพณีสืบจาต๋าหลวง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 
ความสำคัญ 
การสืบจาต๋าหลวง  หมายถึงการต่อดวงชะตาให้มีอายุยืนยาวต่อไปอย่างมีความสุข   การสืบจาต๋าจะมีการสืบจาต๋า วัด บ้านเรือน บุคคล  ตลอดถึงสัตว์ พืชพันธุ์ธัญญาหาร  ยานพาหนะ เพื่อเป็นสิริมงคลพิธีกรรมสืบจาต๋าเป็นพิธีกรรมที่ประพฤติปฏิบัติกันมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  โดยมีความเชื่อว่าเมื่อผู้ใดได้เข้าร่วมพิธีแล้วจะทำให้ปราศจากทุกข์โศกโรคภัยต่าง ๆ ได้

วัดนาหวายจึงได้กำหนดให้มีการสืบจาต๋าหลวงขึ้น เป็นประจำทุกปี เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นต้นมาได้ยึดเอาวันที่ ๑๖ เมษายน ของทุกปี
ซึ่งในระยะเวลาดังกล่าวอยู่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ทุกคนว่างจากการทำงาน มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เป็นสิริมงคลให้กับตัวเองในรอบหนึ่งปี

“พิธีกรรม”   เป็นพิธีที่ปรากฏมีในทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนาและทุกภาษา  พิธีกรรมพุทธศาสนาในประเทศไทยเราแต่ละ
ภาคจะมีพิธีกรรมเป็นของตัวเองตามความเชื่อของคนในแต่ละท้องถิ่น    พิธีกรรมบางอย่างของทางภาคเหนือที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อว่า  เมื่อมีโรคาพาธเภทภัยเกิดขึ้นแก่พวกตนอันจะเป็นเหตุนำความเดือดร้อนมาให้
้จึงขวนขวายหาทางป้องกันโรคภัยต่าง ๆ  เป็นเหตุให้ เกิดพิธีกรรมทางศาสนาขึ้นเรียกว่า  “พิธีสืบจาต๋า” 

การสืบจาต๋า   แบ่งออกได้ดังนี้ 
๑. การสืบจาต๋าได้ทุกโอกาส
๒. การสืบจาต๋าบ้าน  จะทำปีละ  ๑ ครั้ง  คือในช่วงสงกรานต์  หรือเมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้น
๓. การสืบจาต๋าเมือง  จะทำเมื่อถึงโอกาสครบรอบสร้างเมือง หรือในวันที่กำหนดให้เป็นวันมงคล และยามเมื่อบ้านเมืองมีเหตุเภทภัยเป็นต้น
๔.  การสืบจาต๋าคน  เป็นประเพณีมงคลสำคัญยิ่งประการหนึ่ง  นิยมทำกันในหลายโอกาส  เช่น  เนื่องในวันคล้ายวันเกิด  ได้ตำแหน่งหน้าที่การงาน  เลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์  ได้รับโชคลาภ ขึ้นบ้านใหม่ หรือมีผู้ทำนายทายทักว่า  จาต๋าไม่ดี จาต๋าขาด  ทำอะไรไม่ค่อยเจริญรุ่งเรื่อง เต็มไปด้วยเคราะห์หามยามร้ายมักมีอุบัติเหตุเภทภัย  หรือไม่ก็เจ็บไข้ได้ป่วย  สามวันดีสี่วันไข้ไม่ค่อยสดชื่นแจ่มใส  ก็จะนิยมสืบจาต๋าต่ออายุเพื่อให้แคล้วคลาด ปราศจากโรคาพยาธิ และเภทภัยทั้งหลาย  เพื่อเสริมดวงให้เกิดความเป็นสิริมงคล มีความสุข ความเจริญแก่ชีวิตหน้าที่การงานตลอดไป

การที่จะให้พิธีกรรมต่าง ๆ บังเกิดสัมฤทธิผลตามความปรารถนา  ในขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์สืบจาต๋า  หรือเทศน์ธรรมจาต๋าอยู่นั้น  ขอให้ทุกคนตั้งใจฟังโดยสัจจะเคารพ และทำจิตใจของตัวเองให้สงบ ปล่อยวางเรื่องราวต่าง ๆ  ทำจิตให้ว่างทุกอย่าง เลื่อมใสในบทพระพุทธคุณไปจนจบ  จึงจะบังเกิดพลานุภาพ พลานิสงส์ และสัมฤทธิผลตามปรารถนาทุกประการ

ความมุ่งหมายของประเพณี
       การสืบจาต๋าหลวงเพื่อให้ต่ออดวงชะตาให้มีอายุยืนยาวต่อไปอย่างมีความสุข   
พระสงฆ์ดำเนินการตามพิธี ในขณะที่พระสงฆ์กำลังเจริญพระพุทธมนต์สืบจาต๋า  หรือเทศน์ธรรมจาต๋าอยู่นั้น  ขอให้ทุกคนตั้งใจฟังโดยสัจจะเคารพ และทำจิตใจของตัวเองให้สงบ ปล่อยวางเรื่องราว
ต่าง ๆ  ทำจิตให้ว่างทุกอย่าง เลื่อมใสในบทพระพุทธคุณไปจนจบ  จึงจะบังเกิดพลานุภาพ  พลานิสงส์ และสัมฤทธิผลตามปรารถนาทุกประการ 

 
สถานที่จัดกิจกรรม และช่วงระยะเวลาที่จัดกิจกรรม
-วัดนาหวาย จัดสืบชะตาหลวง  วันที่ ๑๖ เมษายน  ของทุกปี-วัดนาทะนุง ตำบลนาทะนุง  มีพิธีสืบชะตาหลวง และสืบชะตาข้าว วันที่ ๑๖ เมษายน ของทุกปี
 
  
 
 
 
 
 
ข้อมูลจาก หนังสือโครงการสืบค้นวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่น  อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
รวบรวมโดยนายบรรเจิด  ติ๊บุต้ย  นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการ
 
 
 
 
 
 
 

 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/muen/

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

ศาสนสถาน อำเภอนาหมื่น

รายชื่อวัดในอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
 

ที่

ชื่อวัด

หมู่

ตำบล

อำเภอ

ภาค

นิกาย

ชนิดของวัด

บ่อแก้ว

บ่อแก้ว

นาหมื่น

ภาค ๖

มหานิกาย

วัดราษฎร์

นาหวาย

คำเรือง

พงษ์

ชัยมงคล

นาทะนุง

นาทะนุง

ดอนมูล

๑๔

ปิงหลวง

ปิงใน

๑๐

ต้นต้อง

๑๑

น้ำอูน

เมืองลี

๑๒

ป่าซาง

๑๓

นาคา

๑๔

น้ำแพะ

๑๕

น้ำเคิม

๑๖

น้ำเลา

นาทะนุง

ที่พักสงฆ์

๑๗

ปากนาย

๑๗

ที่

ชื่อวัด

หมู่

ตำบล

อำเภอ

ภาค

นิกาย

ชนิดของวัด

๑๘

น้ำลีใต้

ปิงหลวง

นาหมื่น

ภาค ๖

มหานิกาย

ที่พักสงฆ์

๑๙

ห้วยนาย

นาทะนุง

๒๐

น้ำกึ๋น

๑๐

 
 
ปรับปรุงเมื่อวันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๖
ข้อมูลจาก ผู้ประสานวัฒนนธรรมอำเภอนาหมื่น
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/muen/

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน : ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘ : โทรสาร ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐ email : nan-culture@hotmail.com

บุคคลสำคัญด้านวัฒนธรรม
 
 
พระสุปุญญานันท์  เลขานุการเจ้าคณะอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน 
ประวัติ
ภูมิลำเนา เลขที่ ๖๖  หมู่ ๘ ตำบลบ่อแก้ว  อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน  รหัสไปรษณีย์ ๕๕๑๘๐  หมายเลขโทรศัพท์ (วัด) ๐๕๔-๗๘๗๒๔๕
สังกัดวัดนาหวาย ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
ตำแหน่งปัจจุบัน (ปี ๒๕๕๕) เจ้าอาวาสวัดต้นต้อง / เจ้าคณะตำบลนาทะนุง/ เลขานุการเจ้าคณะอำเภอนาหมื่น
บรรพชาอุปสมบทวันที่ ๑๔ มกราคม  ๒๕๓๓  ณ วัดเจดีย์คีรีวิหาร ตำบลฝายหลวง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ พระครูสถิตธรรมญาณ เป็นพระอุปัชฌาย์

ที่อยู่ปัจจุบัน    วัดนาหวาย  ตำบลบ่อแก้ว   อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน ๕๕๑๘๐
โทร. ๐-๕๔๗๘-๗๒๔๕  ๐๘-๙๙๕๐-๘๐๘๗   ตำแหน่ง  ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดนาหวายฝ่ายวิชาการ / ธุรการ

ประวัติหน้าที่การทำงาน 
– พ.ศ. ๒๕๓๗  –  ปัจจุบัน เป็นผู้ประสานงานพระธรรมทูตทั่วไปประจำอำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
– พ.ศ. ๒๕๓๗ – ๒๕๔๓ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมชั้นต้นของกรมการศาสนา
– พ.ศ. ๒๕๓๘ – ๒๕๔๔ เป็นรักษาการแทนเลขานุการเจ้าคณะอำเภอนาหมื่น
– พ.ศ. ๒๕๓๘ – ปัจจุบัน เป็นเลขานุการหน่วยกำกับการงานพระธรรมทูตอำเภอนาหมื่น
– พ.ศ. ๒๕๓๘ – ปัจจุบัน  เป็นเลขานุการหน่วยงานพระธรรมทูตประจำอำเภอนาหมื่น
– พ.ศ. ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน  เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมชั้นสูงของกรมการศาสนา
– พ.ศ. ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน  เป็นเลขานุการศูนย์ปฏิบัติการพระวินยาธิการ ประจำอำเภอนาหมื่น
– พ.ศ. ๒๕๔๓ – ปัจจุบัน  เป็นกรรมการสนามหลวงแผนกธรรมของแม่กองธรรมสนามหลวง
– พ.ศ. ๒๕๔๔ –  ปัจจุบัน  เป็นเลขานุการเจ้าคณะอำเภอนาหมื่น
– พ.ศ. ๒๕๔๔    เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย รูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาฯ
– พ.ศ. ๒๕๔๖-  ปัจจุบัน  เป็นคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่น
– พ.ศ. ๒๕๔๗-  ปัจจุบัน  เป็นเจ้าอาวาสวัดต้นต้อง  ตำบลนาทะนุง  อำเภอนาหมื่น
– พ.ศ. ๒๕๔๗-  ปัจจุบัน  เป็นเจ้าคณะตำบลนาทะนุง  อำเภอนาหมื่น

เกียรติคุณที่เคยได้รับ
ได้รับแต่งตั้งเป็นพระฐานานุกรมในตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอนาหมื่น ที่  “พระปลัด”  ปี ๒๕๔๔- ได้รับคัดเลือกให้เป็น  “คนดีศรีนาหมื่น”  สาขาผู้ส่งเสริมผู้นำทางด้านศาสนา  ประจำปี ๒๕๔๕
-ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูชั้นสัญญาบัตรตำแหน่งเจ้าคณะตำบลนาทะนุง ที่ “พระครูสุปุญญานันท์”ปี ๒๕๕๒
-ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ประจำปี ๒๕๕๖

ผลงานด้านวัฒนธรรม
– หัวหน้าโครงการวิจัย “รูปแบบพิธีกรรมที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนธรรมะของอำเภอนาหมื่น”  โดยได้รับรางวัลวิจัยเด่น ระดับประเทศ ของสำนักงานกองทุนส่งเสริมการวิจัย
ในปี ๒๕๔๗  และนำไปจัดทำเป็นประกาศสภาวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่นสำหรับเป็นแนวปฏิบัติให้ทุกหมู่บ้านในอำเภอนาหมื่น
และนำเผยแพร่ไปทั่วประเทศหลังจากสถานีโทรทัศน์ออกอากาศเกี่ยวกับสารคดีลดค่าใช้จ่ายในงานประเพณีพิธีกรรมของอำเภอนาหมื่น
– รณรงค์นโยบายสาธารณอำเภอนาหมื่นในการลดเหล้า บุหรี่  คือ วัด โรงเรียน องค์กร สำนักงาน  งานกีฬา  งานศพ ปลอดเหล้า และบุหรี่  งานบวช  “ไม่แจก ไม่ริน ใครกิน รินเอง”
-คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่น
-เป็นวิทยากรในการบรรยายเกี่ยวกับงานวัฒนธรรมทั้งระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด

 

คติธรรมประจำใจ  “ความสุขโลกีย์มีได้ชั่วคราว   ความสุขยืนยาวต้องเข้าหาธรรม”

 
 
นายพิชัย  ศิริภาณุกุล  

ประวัติส่วนตัว 
กำนันพิชัย  ศิริภาณุกุล  เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ สมรสกับนางกุหลาย  ศิริภาณุกุล
อาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๙๕ หมู่ที่ ๕ ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน  มีบุตรธิดา ๒ คน

ประวัติการศึกษา 
จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ที่โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร

ประวัติการทำงาน 
พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ ๕ ตำบลบ่อแก้ว
พ.ศ. ๒๕๓๑ – ๒๕๔๘  เป็นกำนันและประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านของอำเภอนาหมื่น
พ.ศ. ๒๕๓๑ – ๒๕๔๐  ประธานสภาตำบลบ่อแก้ว
พ.ศ. ๒๕๔๐ – ๒๕๔๔  ประธานบริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแก้ว

ประวัติผลงาน 
ปี พ.ศ. ๒๕๓๗  สนับสนุนส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมของตำบลบ่อแก้ว จนได้รับรางวัลที่ ๒ ในการประกวดสภาตำบลดีเด่น
ปี พ.ศ. ๒๕๓๘  ได้รับรางวัลการบริหารงานสภาตำบลดีเด่นของจังหวัดน่าน
ปี พ.ศ. ๒๕๔๑  เป็นกำนันยอดเยี่ยม(แหนบทองคำ) ของจังหวัดน่าน เข้ารับรางวัลจากอธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย
(ที่มา: นายพิชัย  ศิริภาณุกุล  วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๙)

 
 
 
 

นายเจริญ  เปี่ยมทวีศักดิ์

 
ประวัติส่วนตัว
นายเจริญ  เปี่ยมทวีศักดิ์  เกิดเมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๔  ที่บ้านเลขที่ ๔  หมู่ที่ ๔  ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน สมรสกับนางบุญคุ้ม  เปี่ยมทวีศักดิ์ มีบุตรธิดา  จำนวน ๓ คน  ประวัติการศึกษา จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่โรงเรียนบ้านบ่อแก้ว และศึกษาพระปริยัติธรรมด้วยตนเองจนจบนักธรรมเอก จากโรงเรียนวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาสังคมศาสตร์ จากวิทยาลัยครูลำปาง

ประวัติรับราชการ 
ปี พ.ศ. ๒๕๐๘-๒๕๑๐ ได้รับการบรรจุเต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ตชด.ที่ ๒๔ บ้านน้ำไคร้ อำเภอท่าวังผา  จังหวัดน่าน
ปี พ.ศ. ๒๕๑๑ – ๒๕๑๒ เป็นข้าราชการครูโรงเรียนบ้านปิงใน  อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ปี พ.ศ. ๒๕๑๓ – ๒๕๑๕ เป็นข้าราชการครูโรงเรียนบ้านน้ำหิน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ปี พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๒๐ เป็นข้าราชการครูโรงเรียนบ้านบ่อแก้ว อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
ปี พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๕๓๕ เป็นข้าราชการครูโรงเรียนบ้านนายาง  อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน
ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ – ๒๕๔๒ ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนบ้านนายาง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน
ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ – ๒๕๔๓ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนายาง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน

ประวัติผลงาน
๑.เป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อแก้ว
๒. เป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งชมรมครูนาหมื่น
๓. เป็นประธานกลุ่มโรงเรียน
๔. เป็นตัวแทนคุรุสภาจังหวัดน่าน
๕. เป็นเลขาสภาตำบลบ่อแก้ว
๖. เป็นประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอนาหมื่น
๗. เป็นพิธีกรในการจัดงานพิธีกรรมต่าง ๆ
๘. เป็นครูสอนภาษาล้านนาแก่นักเรียนโรงเรียนนาหมื่นพิทยาคม
๙. ร่วมเป็นคณะทำงานวิจัยทางวัฒนธรรมเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา
๑๐. ได้รับเกียรติบัตร สาขาวัฒนธรรมของอำเภอนาหมื่น ในปี พ.ศ. ๒๕๔๓
๑๑. ได้รับเกียรติบัตร จากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๔๘
นายเจริญ  เปี่ยมทวีศักดิ์  เป็นผู้ที่มีความเพียรพยายามสูง ในการทำงานหรือการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เป็นผู้สูงอายุที่ชอบออกกำลังกาย ชอบช่วยเหลือสังคม
และเป็นผู้ที่ครองตนอยู่ในหลักพุทธศาสนสุภาษิตในการครองตน ว่า “นิมิตต์ สาธุ รูปาน กตญฺญูกตเวทิตา” (ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี)
(ที่มา: นายเจริญ  เปี่ยมทวีศักดิ์  ๒๙ ตุลาคม ๒๕๔๙)

 
 
 
 
นายถนัด  จันทร์อินทร์ 
ประวัติส่วนตัว 
นายถนัด   จันทร์อินทร์ เกิดเมื่อวันที่ ๖ กรกฏาคม ๒๔๘๘ ที่บ้านนายาง หมู่ที่ ๗ ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน เป็นบุตรของนายแสน นางมอญ  จันทร์อินทร์  มีพี่น้องด้วยกัน ๖ คน สมรสกับนางวัธนารี  จันทร์อินทร์  มีบุตร ๒ คน ปัจจุบันอาศัยอยู่บ้านเลขที่ ๙๘ หมู่ที่ ๖ ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน

ประวัติการศึกษา
จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔  ที่โรงเรียนบ้านนายาง
จบระดับมัธยมศึกษาตอนต้น  ที่โรงเรียนนาน้อย
จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  ที่โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร
จบระดับอนุปริญญา ที่โรงเรียนฝึกหัดครูอุตรดิตถ์
จบระดับปริญญาตรี สาขาบริการการศึกษา วิทยาลัยครูลำปาง

ประวัติรับราชการ
-ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ – ๒๕๑๒  เป็นข้าราชการครูครั้งแรก ที่โรงเรียนชุมชนบ้านนาทะนุง
-ปี พ.ศ. ๒๕๑๒ – ๒๕๑๘  เป็นครูโรงเรียนบ้านนายาง
-ปี พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๑๙  เป็นครูใหญ่โรงเรียนชุมชนบ้านนาทะนุง
-ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ – ๒๕๒๑ เป็นครูใหญ่โรงเรียนบ้านวังน้ำเย็น
-ปี พ.ศ. ๒๕๒๑  เป็นเจ้าหน้าที่การเงินหมวดการศึกษากิ่งอำเภอนาหมื่น
-ปี พ.ศ. ๒๕๒๓  เป็นหัวหน้าหมวดการศึกษาและหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอนาหมื่น
-ปี พ.ศ. ๒๕๓๐  เป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอบ้านหลวง
-ปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอสันติสุข
-ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอนาหมื่น
-ปี พ.ศ. ๒๕๔๐  เป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอนาน้อย
-ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ – ๒๕๔๗ เป็นหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอนาหมื่น

ประวัติผลงาน 
-เป็นประธานคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน โรงเรียนนาหมื่นพิทยาคม
-ประธานสภาวัฒนธรรมตำบลบ่อแก้ว
-ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่น
-ประธานชมรมข้าราชการครูบำนาญ

(ที่มา: นายถนัด  จันทร์อินทร์  ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๙)

 

 
 
 
นายสมคิด  ปวนยา
ที่อยู่ ๑๐๒ หมู่ที่ ๘ ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน

ประวัติการศึกษา 
– ประถมการศึกษาปีที่ ๕ โรงเรียนบ้านนา ตำบลสถาน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
– นักธรรมชั้นเอก โรงเรียนนันทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
– ประถมการศึกษาตอนปลาย โรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่วัดนาราบ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน
– มัธยมการศึกษาตอนต้น โรงเรียนนันทบุรี อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
– มัธยมการศึกษาตอนปลาย สอบเทียบ กรมวิชาการ กรุงเทพมหานคร
– ประกาศนียบัตรพนักงานอนามัย ศูนย์การฝึกอบรมการสาธารณสุขภาคเหนือ จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.๒๕๒๑     (วิทยาลัยสิริธร ปัจจุบัน)

ความสำเร็จของกิจกรรมการทำงานที่เป็นผลงานเด่น 
– ผลงานการวิจัยซึ่งสนับสนุนทุนโดยสกว.   เรื่อง รูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ธรรมะของชุมชน โดยองค์กรสงฆ์และประชาชน   อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน  จนได้รับรางวัลผลงานวิจัยดีเด่นระดับประเทศประเภท  พัฒนาสังคม ศาสนา ปี พ.ศ. ๒๕๕๗  จากผลงานดังกล่าวชาวบ้านขนานเขาว่าเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา  ได้นำผลงานวิจัย “รูปแบบพิธีกรรมที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนธรรมะของอำเภอนาหมื่น” นำไปจัดทำเป็นประกาศสภาวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่นสำหรับเป็น
แนวปฏิบัติให้ทุกหมู่บ้านในอำเภอนาหมื่นและนำเผยแพร่ไปทั่วประเทศหลังจากสถานีโทรทัศน์ออกอากาศเกี่ยวกับสารคดีลดค่าใช้จ่ายในงานประเพณีพิธีกรรมของอำเภอนาหมื่น
– เป็นวิทยากรในการบรรยายเกี่ยวกับงานศาสนา และวัฒนธรรมทั้งระดับท้องถิ่น ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด
– รณรงค์นโยบายสาธารณอำเภอนาหมื่นในการลดเหล้า บุหรี่  คือ วัด โรงเรียน องค์กร สำนักงาน  งานกีฬา  งานศพ ปลอดเหล้า และบุหรี่  งานบวช  “ไม่แจก ไม่ริน ใครกิน รินเอง”

(ที่มา: นายสมคิด  ปวนยา    ๑๙ กรกฎคม ๒๕๕๕)

 
 
ปรับปรุงเมื่อวันที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๖
ข้อมูลจาก ผู้ประสานวัฒนนธรรมอำเภอนาหมื่น
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/muen/

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน  ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘   โทรสาร ๐ ๕๔๗๑  ๑๖๕๐  email : nan-culture@hotmail.com

ภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอนาหมื่น

 
 
นายจันทร์  กันต๊ะนา  ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้าน การประดิษฐ์  แกะสลักไม้เป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ
ประวัติ
นายจันทร์  กันตะนา  อายุ  ๖๒  ปี  เกิด  พ.ศ. ๒๔๘๔    อยู่บ้านเลขที่  ๑๒  หมู่ ๑๐  บ้านนาดอย   ตำบลบ่อแก้ว   อำเภอนาหมื่น   จังหวัดน่าน   จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔

ความรู้ความสามารถ การแกะสลักเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ   ได้โดยไม่ได้ไปศึกษาเล่าเรียนจากที่ไหน  แต่อาศัยความสามารถพิเศษ ความสนใจ  ฝึกฝนเอาเอง  และบางครั้งไปพบเห็นคนอื่นเขาทำอะไรก็จะสังเกต และจดจำมาฝึกปฏิบัติที่บ้าน  จนชำนาญ

วิธีการแกะสลัก    วัสดุที่ใช้  จะมีไม้เนื้ออ่อน   ลูกมะพร้าว  กระดาษ   กาว   เขาสัตว์   และเมล็ดพืชบางชนิด   และสีไม้   ตลอดถึงวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้    ตามความจำเป็น   เมื่อมีคนมาจ้างหรือสั่งทำ  ก็จะทำตามที่ลูกค้าต้องการทุกประการ   เช่น  การทำหัววัว    การทำหัวควาย   การทำหัวหมูป่า  หรือจะแกะสลักลูกมะพร้าวเป็นรูปลิง  รูปงู  หรือรูปนก   ก็ทำได้  ซึ่งขายได้ในราคาตั้งแต่  ๕๐ บาท  จนไปถึง  ๑,๐๐๐  บาท

แนวปฏิบัติในการอนุรักษ์สืบสานหัตถรรมท้องถิ่นนั้น    นายจันทร์  กันตะนา  ได้กล่าวว่า  ต้องการให้คนรุ่นใหม่ได้มาศึกษาเล่าเรียน    ซึ่งขณะนี้หาคนสนใจศึกษาเล่าเรียนในด้านนี้น้อยมาก  แทบจะไม่มีเลย   ตนเองยินดีที่จะเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ทั้งหมด

(ที่มา: นายจันทร์  กันต๊ะนา    ๑๙ กรกฎคม ๒๕๕๕)

 
 
 
 
นายมั่น กองอุดมกิจ  ภูมิปัญญาชาวบ้าน (การเกษตร)
ที่อยู่ปัจจุบัน บ้านเลขที่ ๖๓  หมู่ ๗  ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน  รหัสไปรษณีย์ ๕๕๑๘๐  เกิด  ๒๒ ตุลาคม  ๒๔๙๑
อาชีพเกษตรกรรม คติในการทำงาน  “ทำดีวันนี้ให้ดีที่สุด เสียสละเพื่อส่วนรวม”

การศึกษา จบชั้น  ประถมศึกษาปีที่ ๔   โรงเรียนบ้านนายาง  จากนั้นได้ช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรมาโดยตลอด   ได้ทำการเกษตรตั้งแต่เล็ก ๆ โดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียง  ไร่นาสวนผสม    และในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๕๑  ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน  ได้นำชาวบ้านพัฒนาหมู่บ้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจพอเพียง  ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็นเป็นสุข”

ประวัติการสร้างสรรค์ผลงาน  ได้ทำการเกษตรโดยเน้นเศรษฐกิจพอเพียง  ไร่นาสวนผสม และในปี พ.ศ. ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๕๑  ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน  ได้นำชาวบ้านพัฒนาหมู่บ้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจพอเพียง  ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็นเป็นสุข”    การสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานต่อสาธารณชน  สมัยที่ดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านนายาง หมู่ที่ ๘  ตำบลบ่อแก้ว  พ.ศ. ๒๕๓๐ ถึง ๒๕๕๑   ได้นำชาวบ้านพัฒนาหมู่บ้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจพอเพียง  ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนได้รับรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็นเป็นสุข”  และสามารถเป็นตัวอย่างของหมู่บ้านอื่น ๆ ทั้งในอำเภอ ภายในจังหวัด และต่างจังหวัดได้เข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก หลายคณะ

การถ่ายทอดความรู้ความสามารถ  การศึกษาดูงาน ของหมู่บ้านอื่นทั้งภายในจังหวัด และต่างจังหวัด  เกี่ยวกับการส่งเสริมให้ทุกหลังคาเรือนได้มีการปลูกผักสวนครัว รั่วกินได้  เลี้ยงสัตว์  และด้านเกษตรอื่น ๆ และ การเจริญรอยตามกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านเศรษฐกิจพอเพียง “อยู่เย็นเป็นสุข”

รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ
-หมู่บ้านเศรษฐพอเพียง  “อยู่เยนเป็นสุข”  โครงการเชิดชูเกียรติผู้นำเครือข่ายพัฒนาชุมชนดีเด่น พ.ศ. ๒๕๕๑  เมื่อวันที่  ๒๓ กันยายน ๒๕๕๑
-คนดีศรีนาหมื่น  พ.ศ. ๒๕๔๘

(ที่มา: นายมั่น  กองอุดมกิจ    ๑๙ กรกฎคม ๒๕๕๕)

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 

http://province.m-culture.go.th/nan/file/amphur/muen/

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดน่าน  ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ๕๕๐๐๐
โทรศัพท์ ๐ ๕๔๗๑ ๑๖๕๐-๑ ต่อ ๑๓-๑๘   โทรสาร ๐ ๕๔๗๑  ๑๖๕๐  email : nan-culture@hotmail.com

Facebook Comments
0Shares